Follow by Email

Thursday, October 9, 2014

จิต (๒)


จิตเป็นสภาพที่เห็นแจ้ง  คือ  รู้แจ้งลักษณะที่ละเอียดต่าง ๆ  ของอารมณ์ต่าง ๆ  อุปมาเหมือนกระจกเงาที่ใสสะอาด  ไม่ว่าสิ่งใดจะผ่านก็ย่อมปรากฏเงาในกระจกฉันนั้น  ขณะนี้จักขุปสาทเป็นรูปซึ่งมีลักษณะประดุจกระจกใสพิเศษ  สามารถกระทบสิ่งที่ปรากฏทางตา  โสตปสาทสามารถกระทบเฉพาะเสียง  ฆานปสาทสามารถกระทบเฉพาะกลิ่น  ชิวหาาปสาทสามารถกระทบเฉพาะรส  กายปสาทสามารถกระทบเฉพาะรูปที่กระทบกาย  ฉะนั้น  ไม่ว่าจะเป็นสีสันวัณณะอย่างใด ๆ  ก็ตาม จะเป็นสีเพชรแท้  เพชรเทียมหยก  หิน  หรือแม้สีแววตาที่ริษยา  ก็ปรากฏให้จิตเห็นได้ทั้งสิ้น  ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏกับจิตที่รู้แจ้ง  ไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นมีลักษณะอย่างไร  จิตก็รู้แจ้งในลักษณะที่ปรากฏนั้น ๆ  คือ  เห็นสีสันต่าง ๆ  ทั้งหมดของสิ่งต่าง ๆ  ที่ปรากฏจึงทำให้รู้ความหมาย  รู้รูปร่างสัณฐานและคิดนึกถึงสิ่งที่ปรากฏทางตาได้

เสียงที่ปรากฏทางหูเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมด  หรือต่างกันเป็นแต่ละเสียงตามปัจจัยที่ทำให้เสียงนั้น ๆ  เกิดขึ้น  คนมีเท่าไร  เสียงของแต่ละบุคคลก็ต่างกันไปเท่านั้น  จิตรู้แจ้งเสียงที่ปรากฏต่าง ๆ  กัน  เสียงเยาะเย้ย  เสียงประชดถากถางดูหมิ่น  เสียงลมพัด  เสียงน้ำตก  เสียงสัตว์ร้อง  สัตว์นานาชนิดก็ร้องต่าง ๆ  กันหรือแม้คนที่เลียนเสียงสัตว์  จิตก็รู้แจ้งทางของลักษณะของที่ต่างกัน  จิตได้ยินเสียงรู้แจ้ง  คือ  ได้ยินเสียงทุกเสียงที่ต่างกัน

สภาพธรรมทุกอย่างปรากฏได้ก็เพราะจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์นั้น ๆ  ที่ปรากฏ  จิตที่รู้แจ้งทางจมูกเกิดขึ้นรู้แจ้งกลิ่นต่าง ๆ  ที่ปรากฏ  กลิ่นสัตว์ทุกชนิด  กลิ่นพืชพันธุ์ดอกไม้นานาชนิด  กลิ่นอาหาร  กลิ่นแกง  กลิ่นขนม ถึงไม่เห็น  เพียงได้กลิ่นก็รู้ว่าเป็นอะไร

จิตที่รู้แจ้งทางลิ้นเกิดขึ้นลิ้มรสต่าง ๆ  รสอาหารมีมากมาย  รส  เนื้อ  รสผัก  รสผลไม้  รสชา  รสกาแฟ  รสเกลือ  รสน้ำตาล  รสน้ำส้ม  รสมะนาว  รสมะขาม  เป็นรสที่ไม่เหมือนกันเลย  แต่จิตที่ลิ้มรสก็รู้แจ้งรสต่าง ๆ  ที่ปรากฏ  แม้ว่าจะต่างกันอย่างละเอียดเพียงใด  จิตก็สามารถรู้แจ้งลักษณะที่ต่างกันอย่างละเอียดนั้นได้  เช่น  ขณะชินอาหาร  จิตที่ลิ้มรสรู้แจ้งในรสนั้น  จึงรู้ว่ายังขาดรสอะไร  จะต้องปรุงอะไร  ใส่อะไร  เติมอะไร  เป็นต้น

จิตที่รู้แจ้งสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย  รู้แจ้งลักษณะต่าง ๆ  ที่กระทบกาย  เช่น  ลักษณะของเย็นลม  เย็นน้ำ  หรือเย็นอากาศ  รู้ลักษณะของผ้าไหม  ผ้าขนสัตว์  เป็นต้น  ที่กระทบกาย

การที่ปัญญาจะรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมตามความจริงนั้น  จะต้องรู้ชัดว่าขณะที่คิดไม่ใช่ตัวตน  แต่เป็นจิตที่กำลังรู้เรื่องคิด  จิตที่คิดไม่ใช่จิตที่เห็น  จิตที่รู้อารมณ์ทางตา  จิตคิดรู้อารมณ์ทางใจ  ตามปกติขณะที่สภาพธรรมใดปรากฏทางกาย  จะเป็นลักษณะที่อ่อนนุ่มหรือแข็งก็ตาม  ขณะนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร  ถ้าอยู่ในที่มืด  บางท่านก็อาจจะต้องลืมตาเปิดไฟขึ้นดูว่ากำลังกระทบสัมผัสอะไร  ฉะนั้น  ตามความเป็นจริงแล้ว  ขณะที่จิตรู้แข็งนั้นไม่ใช่จิตคิดนึก  ขณะที่จิตกำลังรู้แข็งนั้นไม่มีโลกที่จิตรู้แข็งนั้น  ไม่ใช่จิตคิดนึก  ขณะที่จิตกำลังรู้แข็งนั้น  ไม่มีโลกของสมมติบัญญัติใด ๆ เลย  มีแต่สภาพที่กำลังรู้ลักษณะที่แข็ง  แม้สภาพที่รู้แข็งนั้นก็ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  เป็นเพียงสภาพที่รู้แจ้งเกิดขึ้นแล้วดับไป  แล้วจิตที่เกิดภายหลังจึงคิดนึกเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  และทางใจ  เป็นเรื่องราวสมมติบัญญัติของสิ่งที่ปรากฏ  จนลืมว่าจิตที่เกิดขึ้นรู้แข็งและสภาพที่แข็งนั้นดับไปแล้ว  และจิตที่คิดเรื่องสิ่งที่แข็งนั้นก็ดับไป  สภาพธรรมทั้งนามธรรมและรูปธรรมเกิดขึ้นและดับไปสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว  จึงทำให้ไม่รู้สภาพธรรมทั้งนามธรรมและรูปธรรมนั้นเกิดดับไม่ใช่ตัวตน


.....................................



จาก...หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป  จิตตสังเขป  และภาคผนวก
โดย...สุจินต์  บริหารวนเขตต์

Friday, September 26, 2014

จิต (๑)


คำอธิบายคำว่า  "จิต"  ในอัฏฐสาลินี  จิตตุปปาทกัณฑ์มีต่อไปนี้ว่า

คำว่า  "จิตฺตํ"    ที่ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  คิด  อธิบายว่า  รู้แจ้งอารมณ์  อีกอย่างหนึ่งเพราะเหตุที่ศัพท์ว่า  "จิตฺตํ"  นี้  ทั่วไปแก่จิตทุกดวง  ฉะนั้น  คำว่า  "จิตฺตํ"  นี้โลกิยกุศลจิต  อกุศลจิตและมหากิริยาจิต  จึงชื่อว่า  "จิต"  เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี  ชื่อว่า  "จิต"  เพราะธรรมชาติอันกรรม  กิเลส  สั่งสมวิบาก  อนึ่งแม้จิตทุกดวงชื่อว่า  "จิต"  เพราะเป็นธรรมชาติวิจิตรตามสมควร  ชื่อว่า  "จิต"  เพราะกระทำให้วิจิตร

ถ้าศึกษาจากตำรารุ่นหลังๆ  ที่มีผู้รวบรวมไว้ก็จะทราบว่า  อรรถของจิต ๖ ประเภท  ที่กล่าวไว้ในตำรารุ่นหลังๆ  นั้นมาจากข้อความในอัฏฐสาลินี  อรรถกถาธัมมสังคณีปกรณ์  ซึ่งอธิบายคำว่า  "จิต"  ที่สามารถจะแยกออกได้เป็นข้อ ๆ  คือ

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  คิด  อธิบายว่า  เพราะรู้แจ้งอารมณ์ ๑

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี ๑

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะเป็นธรรมชาติอันกรรม  กิเลส  สั่งสมวิบาก ๑

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะธรรมชาติวิจิตรตามสมควร ๑  (ข้นี้  ส่วนมากในตำรารุ่นหลังแยกเป็น ๒  คือ  เพราะวิจิตรด้วยอารมณ์ ๑  และเพราะวิจิตรด้วยสัมปยุตธรรม ๑)

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะกระทำให้วิจืตร ๑

ซึ่งก็จะขอกล่าวถึงตามลำดับ  เพื่อที่จะให้เข้าใจลักษณะของจิตตามที่กล่าวไว้ในอัฏฐสาลินี

ที่ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  "คิด"  อธิบายว่า  รู้แจ้งอารมณ์ทุกท่านคิดเสมอ  ถ้าสังเกตพิจารณาความคิด  ก็จะเห็นได้ว่าช่างคิดเสียจริง  และคิดไปต่าง ๆ  นานา  ไม่มีทางยุติความคิดได้เลย  จนกระทั่งบางท่านไม่อยากจะคิด  อยากจะสงบ ๆ  คือ  หยุดไม่คิด  เพราะเห็นว่าเมื่อคิดแล้วก็เดือดร้อนใจ  เป็นห่วง  วิตกกังวลกระสับกระส่าย  ด้วยโลภะบ้าง  หรือด้วยโทสะบ้าง  และเข้าใจว่า  ถ้าไม่คิดเสียได้ก็จะดี  แต่ให้ทราบว่า  จิตนั่นเองเป็นสภาพธรรมที่คิด  รูปธรรมคิดไม่ได้  เมื่อพิจารณาเรื่องที่จิตคิด  ก็จะรู้ได้ว่า  เพราะเหตุใดจิตจึงคิดเรื่องนั้น ๆ  ซึ่งบางครั้งไม่น่าจะคิดอย่างนั้นเลย  ตามปกติจิตย่อมเกิดขึ้นคิดไปในเรื่องของสิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง  ทางหูบ้าง  ทางจมูกบ้าง  ทางลิ้นบ้าง  ทางกายบ้าง  ทางใจบ้างอยู่เรื่อย ๆ  จนเห็นว่าเป็นเรื่องราวจริงจัง  แต่ที่เห็นว่าเป็นเรื่องราวจริงจังทั้งหมดนั้น  ก็เป็นเพียงเพราะจิตเกิดขึ้นคิดเรื่องนั้นแล้วก็ดับไปเท่านั้นเอง  ซึ่งถ้าเพียงจิตไม่คิดถึงเรื่องนั้นเท่านั้น  เรื่องนั้นก็จะไม่มี

ข้อความในอัฏฐสาลินีว่า  ที่ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  คิด  อธิบายว่า  รู้แจ้งอารมณ์

สภาพ  "รู้"  มีลักษณะต่างกันตามประเภทของสภาพธรรมนั้น ๆ  เช่น  เจตสิก  ก็เป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์แต่ไม่เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์  เจตสิกแต่ละประเภทเกิดขึ้นพร้อมกับจิต  รู้อารมณ์เดียวกับจิต  แต่ว่ากระทำกิจเฉพาะของเจตสิกนั้น ๆ  เช่น  ผัสสเจตสิกเกิดร่วมกับจิต  พร้อมกับจิต  แต่ผัสสเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์  โดยกระทบอารมณ์  ซึ่งถ้าผัสสเจตสิกไม่รู้อารมณ์ก็ย่อมไม่กระทบอารมณ์  ฉะนั้น  ผัสสเจตสิกจึงรู้อารมณ์เพียงโดยกระทบอารมณ์  แต่ไม่ใช่รู้แจ้งอารมณ์  ปัญญาเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่รู้ธรรมเห็นธรรมถูกต้องตามความเป็นจริง  เช่น  รู้ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน  สัตว์  บุคคล  ของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  ทางใจ  แต่จิตซึ่งเป็นสภาพรู้นั้น  มีคำอธิบายว่า  รู้แจ้งอารมณ์  จึงไม่ใช่การรู้อย่างผัสสะที่กระทบอารมณ์  ไม่ใช่การรู้อย่างสัญญาที่จำหมายลักษณะของอารมณ์  ไม่ใช่การรู้อย่างปัญญา  แต่จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งในลักษณะต่าง ๆ  ของอารมณ์ที่ปรากฏ  สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ต่างกันไหม  สภาพธรรมเป็นสัจจธรรม  เป็นสิ่งซึ่งพิสูจน์ได้  ขณะนี้เห็นสิ่งเดียว  สีเดียวหมด  หรือเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นสีต่าง ๆ  อย่างละเอียดจนทำให้รู้ความต่างกันได้ว่า  สิ่งที่เห็นนั้นเป็นเพชรแท้  หรือเพชรเทียมเป็นต้น


.............................


จาก   หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป  จิจจสังเขป  และภาคผนวก
โดย   สุจินต์  บริหารวนเขตต์