Follow by Email

Thursday, September 18, 2014

รูปปรมัตถ์ (๕)


เสียงหรือสัททรูป  ไม่ใช่วจีวิญญัติรูป  เสียงเป็นรูปที่กระทบกับโสตปสาทรูป  เป็นปัจจัยให้เกิดโสตวิญญาณ  เสียงบางเสียงก็เกิดจากจิต  และบางเสียงก็ไม่ได้เกิดจากจิต  เช่น  เสียงฟ้าร้อง  เสียงลมพายุ  เสียงเครื่องยนต์  เสียงกลอง  เสียงวิทยุ  เสียงโทรทัศน์  เป็นต้น

รวมอวินิพโภครูป  ๘  +  ลักขณรูป  ๔  +  ปริจเฉทรูป ๑ +  ปสาทรูป  ๕  +  หทยรูป  ๑ +  ชีวิตินทริยรูป ๑  +  ภาวรูป  ๒  +  วิการรูป  ๓  +  วิญญัติรูป  ๒  +  สัททรูป  ๑  เป็น  ๒๘  รูป

ในบางแห่งแสดงจำนวนของรูปต่ากัน  เช่น  ในอัฎฐสาลินีรูปกัณฑ์  ปกิณณกกถา  แสดงรูป  ๒๕  คือ  รวมธาตุดิน  ไฟ  ลม  เป็นโผฆฐัพพายตนะ  (รูปที่กระทบกายปสาท)  ๑  รูป  รวมกับหทยรูปอีก  ๑  รูป  จึงเป็นรูป  ๒๖ รูป

เมื่อรูป  ๆ  หนึ่งเกิดขึ้นจะเกิดพร้อมกับรูปอีกกี่รูป  รวมกันเป็นกลาปหนึ่ง ๆ  นั้น  ย่อมต่างกันไปตามประเภทของรูปนั้น ๆ  และการจำแนกรูป  ๒๘  รูปมีหลายนัย  ซึ่งจะกล่าวถึงพอสมควรในภาคผนวก


......................

Friday, September 12, 2014

รูปปรมัตถ์ (๔)


การที่รูปของสัตว์ บุคคลทั้งหลายเคลื่อนไหวได้  ก็เพราะว่ามีจิต  จะต้องมีรูปที่เกิดจากจิตเป็นสมุฎฐานด้วย  เพราะถ้ามีเพียงรูปที่เกิดจากกรรมเท่านั้น  ก็จะเคลื่อนไหวไปมาหรือทำกิจการงานใด ๆ  ไม่ได้เลย  การที่รูปร่างกายเคลื่อนไหวทำกิจต่าง ๆ  ได้ก็จะต้องมีวิการรูป  ๓  รูป  คือ

ลหุตารูป  เป็นภาวะที่เบา  ไม่หนักของรูป  อุปมาเหมือนอาการของคนไม่มีโรค

มุทุตารูป  เป็นภาวะที่อ่อน  ไม่กระด้างของรูป  อุปมาเหมือนหนังที่ขยำไว้ดีแล้ว

กัมมัญญตารูป  เป็นภาวะที่ควรแก่การงานของรูป  อุปมาเหมือนทองคำที่หลอมไว้ดีแล้ว

วิการรูป  ๓  รูปนี้เป็นอสภาวรูป  เป็นรูปที่ไม่มีสภาวะต่างหากเฉพาะของตน  เป็นอาการวิการของมหาภูตรูป  คือ  เบา  อ่อนและควรแก่การงาน

วิการรูป  ๓  เป็นรูปที่เกิดภายในสัตว์บุคคลเท่านั้น  ส่วนรูปที่ไม่มีใจครองจะไม่มีวิการรูป  ๓  เลย  และวิการรูป  ๓  นี้ไม่แยกกันเลย

ในกลาปใดมีลหุตารูป  กลาปนั้นก็มีมุทุตารูป  และกัมมัญญุตารูปด้วย  นอกจากนั้น  เมื่อจิตต้องการเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย  ร่างกายส่วนนั้นจะต้องมีวิการรูปที่เกิดจากอุตุ  (ความสม่ำเสมอของธาตุเย็นร้อน) เป็นสมุฏฐาน  และมีวิการรูปที่เกิดจากอาหาร (โอชารูป)  เป็นสมุฏฐานด้วย  มิฉะนั้นแล้ว  แม้จิตต้องการจะเคลื่อนไหว  รูปก็เคลื่อนไหวไม่ได้  เช่น  ผู้ที่เป็นอัมพาตหรือเคล็ดขัดยอก  กระปลกกระเปลี้ย  เป็นต้น

รวมอวินิพโภครูป  ๘ +  ลักขณรูป  ๔  +  ปริจเฉทรูป ๑  +  ปสาทรูป  ๕  +  หทยรูป  ๑  +  ชีวิตตินทริยรูป  ๑  +  ภาวรูป  ๒  +  วิการรูป  ๓  เป็น  ๒๕  รูป

รูปที่มีใจครองนั้น  เมื่อจิตต้องการให้รูปเป็นไปตามความประสงค์ของจิตขณะใด  ขณะนั้นจิตเป็นสมุฏฐานให้  กายวิญญัติรูป  คือ  อาการพิเศษที่มีความหมาย  หรือมีอาการเป็นไปของรูปตามที่จิตรู้ในอาการนั้นทางตา  หรือทางหน้า  หรือท่าทาง  เช่น  ถลึงตา  ยิ้มเยาะ  เหยียดหยาม  หรือห้ามปราม  เป็นต้น  เมื่อจิตไม่ต้องการให้รูปแสดงความหมาย  หรือมีอาการเจาะจงเป็นไปตามความประสงค์ของจิต  กายวิญญัติรูปก็ไม่เกิด

ขณะใดที่จิตเป็นปัจจัยให้เกิดเสียงทางวาจา  ซึ่งเป็นการพูดการเปล่งเสียงให้รู้ความหมาย  ขณะนั้นจิตเป็นสมุฏฐาน  คือ  เป็นปัจจัยให้วจีวิญญัติรูปเกิดขึ้น  กระทบฐานที่เกิดของเสียงต่าง ๆ  เช่น  ริมฝีปาก  เป็นต้น  ถ้าวจีวิญญัติรูปไม่เกิด  การพูด  หรือการเปล่งเสียงต่าง ๆ  ก็มีไม่ได้

กายวิญญัติรูปและวจีวิญญัติรูปเป็นอสภาวรูปที่เกิดและดับพร้อมกับจิต

รวมอวินิพโภครูป  ๘  +  ลักขณรูป  ๔  +  ปริจเฉทรูป  ๑  +  ปสาทรูป  ๕  +  หทยรูป  ๑  +  ชีวิตินทริยรูป  ๑  +  ภาวรูป  ๒  +  วิการรูป  ๓  +  วิญญัติรูป  ๒  เป็น  ๒๗  รูป



............................




จากหนังสือปรมัตถธรรมสังเขป
จิตตสังเขปและภาคผนวก

โดย  สุจินต์  บริหารวนเขตต์