Sunday, September 9, 2018

พลังจิต (ตอน ๘)


ฉะนั้น  จึงควรศึกษาให้เข้าใจสภาพธรรมทั้งหลายให้ถูกต้องตามความเป็นจริง  เพื่อจะได้อบรมเจริญปัญญาถึงขั้นที่สามารถประจักษ์แจ้งสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัวตนจริง ๆ  การศึกษาพิจารณาธรรมโดยละเอียด  ย่อมทำให้เห็นโทษของอกุศลธรรมยิ่งขึ้น  และย่อมทำให้อบรมเจริญกุศลยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ 

ท่านถือว่าทุกอย่างเป็นของท่าน ในขณะที่วิถีจิตเกิดเท่านั้น  เมื่อใดที่วิถีจิตไม่เกิด  ไม่เห็น  ไม่ได้ยิน  ไม่ได้กลิ่น  ไม่ลิ้มรส  ไม่รู้สิ่งกระทบสัมผัส  ทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  ทางใจ  เช่น  ในขณะที่นอนหลับสนิท  แม้ว่ายังไม่สิ้นชีวิต  แต่ขณะหลับสนิทนั้นก็ไม่มีเยื่อใย  ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ไม่มีความผูกพันในสิ่งใด ๆ  ทั้งสิ้น  ไม่มีความยึดถือแม้แต่ในขันธ์ซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นเรา  เป็นตัวตน  เพราะขณะนั้นวิถีจิตไม่เกิดขึ้น  จึงไม่รู้อารมณ์ใด ๆ  ทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  ทางใจเลย  ขณะที่ยังไม่สิ้นชีวิตเพียงแค่หลับสนิท  ก็ยังขาดเยื่อใยความสัมพันธ์  ความเกี่ยวข้องกับรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฆฐัพพะ  และเรื่องราวต่าง ๆ  ได้  แล้วทำไมจะไม่อบรมเจริญปัญญาเพื่อตัดเยื้อใย  และการยึดมันในสิ่งต่าง ๆ  ที่ปรากฏทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  ทางใจ  ซึ่งจะทำให้อกุศลน้อยลง  เมื่อรู้ว่าสภาพธรรมทุกอย่างปรากฏเพียงชั่วขณะที่วิถีจิตเกิดขึ้นเท่านั้นเอง  และเมื่อจิตใดเกิดขึ้นแล้วดับไป   จิตนั้นก็ดับไปจริง ๆ   รูปใดเกิดแล้วดับไป  รูปนั้นก็ดับไปจริง ๆ  รูปที่ปรากฏทางตาเมื่อครู่นี้ดับหมดจริง ๆ   วิถีจิตแต่ละขณะทางตาเมื่อครู่นี้ดับหมดจริง ๆ  เสียงที่ปรากฏทางหูก็ดับหมดจริง ๆ  ได้ยินก็ดับหมดจริง ๆ  จิตทุกขณะและรูปทุกรูปเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปจริง ๆ  แต่ตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์การเกิดดับของนามธรรมและรูปธรรมจริง ๆ  ก็ยังไม่เข้าถึงอรรถ  คือ  ความหมายของคำว่า  "ดับ"  เพราะยังไม่ประจักษ์การดับ  เช่น  เวลานี้  ถ้าจะกล่าวว่าจักขุวิญญาณดับสัมปฏิจฉันนจิตดับ  สันตีรณจิตดับ  ชวนจิตดับ  ตทาลัมพนจิตดับ  แต่ก็ยังไม่ประจักษ์การดับไปของสภาพธรรมใด ๆ  เลย  ฉะนั้น  จึงต้องอบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งสามารถประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรมจริง ๆ  แต่ถึงแม้ว่าปัญญาขั้นนั้นยังไม่เกิด  การฟังพระธรรมและการพิจาณาให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องละเอียดยิ่งขึ้น  ก็จะเป็นประโยชน์เกื้อกูล  เป็นปัจจัยโดยเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งให้สติปัฏฐานเกิดขึ้น  ระลึกรู้ลักษระของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ  และปัญญาน้อม  คือ  ค่อยๆ  ศึกษาพิจารณาจนเพิ่มความรู้ลักษณะของสภาพธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัวตนขึ้นทีละเล็กละน้อย

ในอัฏฐสาลินี  อตีตติกะ  อธิบายอดีตธรรม (๑๐๔๔)  กล่าวถึงลักษณะของธรรมที่เป็นอดีตล่วงไปแล้ว  มีข้อความว่า

คำว่า  "ลวงไปแล้ว"  คือ  ล่วงไปแล้ว ๓ ขณะ ทั้งอุปาทขณะ  คือ  ขณะที่เกิด  ฐิติขณะ  คือ  ขณะที่ตั้งอยู่และภังคขณะ  คือ  ขณะที่ดับ

จิตดวงหนึ่ง ๆ  มีอายุสั้นมากเหลือเกิน  คือ  เพียงเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก้ดับไป  จิตทุกดวงจึงมีอนุขณะ  ๓  ขณะ  คือ 

Tuesday, July 17, 2018

จิต (ตอน ๗)


ขณะเห็นในขณะนี้เป็นจักขุวิญญาณ  เป็นวิบากจิตเกิดแล้วเพราะอดีตกรรมเป็นปัจจัย  แต่วิบากจิตที่เห็นจะเป็นเหตุให้เกิดวิบากอีกไม่ได้
ขณะกำลังได้ยิน  คือ  ขณะที่จิตกำลังรู้เสียงนั้นเป็นวิบากจิต  แต่ว่าโสตวิญญาณ  คือ จิตที่ได้ยินเสียงนั้นจะเป็นเหตุให้เกิดวิบากไม่ได้

เมื่อวิบากจิตไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากจิต  และไม่สามารถที่ะยังการกระทำทางกาย  วาจา  ใด ๆ  ให้เกิดขึ้น  และวิบากจิตต่างไม่ประกอบด้วยธรรม  เช่น  กรุณาเจตสิก  มุทิตาเจตสิก  และวิรตีเจตสิก ๓  (คือสัมมาวาจาเจตสิก  สัมมากัมมันตเจตสิก  สัมมาอาชีวเจตสิก)  เว้นโลกุตตรวิบากจิตที่มีวิรตีเจตสิก  ๓  ดวง  เกิดร่วมด้วย  ฉะนั้น  วิบากจิตเองไม่ชื่อว่าเป็นธรรมชาติที่เลว  ปานกลาง  ประณีต  แต่วิบากแห่งกรรมเลวจัดเป็นเลว  วิบากแห่งกรรมปานกลางจัดเป็นปานกลาง  วิบากแห่งกรรมประณีตจัดเป็นประณีต

เมื่อวิบากเป็นแต่เพียงธรรมซึ่งเป็นผลของเหตุที่เป็นอกุศลหรือกุศล  แต่ตัววิบากเองไม่ชื่อว่าเป็นสภาพธรรมที่เลว  ปานกลาง  ประณีต  และไม่เป็นเหตุที่จะให้เกิดวิบาก  ฉะนั้น  จึงรวมเป็นชาติวิบาก  ๑  ชาติ  เพราะไม่ต่างกันโดยประการต่าง ๆ  อย่างสภาพธรรมที่เป็นเหตุ  คือ  อกุศล และกุศล  ซึ่งแยกเป็นอกุศล  ๑  ชาติ  และกุศล  ๑  ชาติ

วิบากจิตทั้งหมดเป็นผลของอดีตกรรมที่ได้กระทำแล้ว
จักขุวิญญาณ                      เป็นวิบากจิต
สัมปฏิจฉันนจิต                    เป็นวิบากจิต
สันตีรณจิต                          เป็นวิบากจิต
ตทาลัมพนจิต                       เป็นวิบากจิต

ฉะนั้น  ต้องรู้ว่าขณะใดเป็นวิบาก  ขณะใดเป็นกุศล  ขณะใดเป็นอกุศล  ขณะใดเป็นกิริยา
ขณะใดที่เห็นรูปสีสันวัณณะที่น่าพอใจ  จักขุวิญญาณที่เกิดขึ้นเห็นนั้นเป็นกุศลวิบาก  สัมปฏิจฉันนจิตก็เป็นกุศลวิบาก  สันตีรณจิตก็เป็นกุศลวิบาก  ตทาลัมพนจิตก็เป็นกุศสลวิบาก  เมื่อรูปที่ปรากฏทางตาดับไปแล้ว  วิถีจิตทางตาดับไปหมดแล้ว  ภวังคจิตก็เกิดดับสืบต่อจนกว่าวิถีจิตต่อไปจะเกิด  ฉะนั้น  ควรรู้ว่าขณะเห็นสิ่งใดทางตา  วิบากจิตทั้งหมดที่เป็นวิถีจิตวาระนั้นเป็นผลของอดีตกรรมหนึงที่ได้กระทำแล้ว

ขณะได้ยินเสียงที่น่าพอใจ  หรือเสียงที่ไม่น่าพอใจ  ก็เพียงชั่วขณะที่วิบากจิตเกิดขึ้น  เป็นวิถีจิตรู้เสียงที่ได้ยินนั้นแล้วก็ดับไปหมดไปจริง ๆ  แต่อกุศลก็มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นพอใจหรือไม่พอใจในรูปต่าง ๆ  ที่ปรากฏทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกายมากมายเหลือเกิน  ที่ว่ามากก็คือวันหนึ่ง  ๆ  ไม่พ้นความพอใจบ้าง  ไม่พอใจบ้างในสิ่งที่ปรากฏทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  ทางใจ  โดยขั้นการฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น  ไม่สามารถที่จะดับอกุศลได้  ทั้ง ๆ  ที่รู้ว่าขณะเห็นเป็นเพียงวิบาก  เป็นผลของกรรมในอดีต  แต่ก็ยับยั้งความพอใจ  คือ  โลภะไม่ให้เกิดไม่ได้  ในขณะที่เห็นสิ่งที่น่าพอใจ

                                                                       ..............................

จาก....หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป  จิตตสังเขปและภาคผนวก 
ดย....สุจินต์  บริหารวนเขตต์


Wednesday, June 6, 2018

จิต (ต่อ)


จิตที่เกิดทางลิ้นเกิดขึ้นลิ้มรสต่างๆ  รสอาหารมีมากมาย รส  เนื้อ  รสผัก  รสผลไม้  รสชา  รสกาแฟ  รสเกลือ  รสน้ำตาล  รสน้ำส้ม  รสมะนาว  รสมะขาม  เป็นรสที่ไม่เหมือนกันเลย  แต่จิตที่ลิ้มรสก็รู้แจ้งรสต่าง ๆ  ที่ปรากฏ  แม้ว่าจะต่างกันอย่างละเอียดเพียงใด  จิตก็สามารถรู้แจ้งลักษณะที่ต่างกันในรสนั้น  จึงรู้ว่ายังขาดรสอะไร  จึงต้องปรุงอะไร  ใส่อะไร  เติมอะไร  เป็นต้น

จิตที่รู้แจ้งสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย  รู้แจ้งลักษณะต่าง ๆ  ที่กระทบกาย  เช่น  ลักษณะของเย็นลม  เย็นน้ำ  หรือเย็นอากาศ  รู้ลักษณะของผ้าไหม  ผ้าขนสัตว์  เป็นต้น  ที่กระทบกาย

ท่านผู้หนึ่งเล่าให้ฟังว่า  ท่านกำลังยืนอยู่ที่ถนนก็เกิดระลึกรู้ลักษณะแข็งที่ปรากฏ  แล้วต่อไปก็คิดว่าแข็งนี้เป็นถนน  และต่อไปก็คิดว่าแข็งนี้เป็นรองเท้า  แล้วต่อไปก็คิดว่าแข็งนี้เป็นถุงเท้า  นี่เป็นความคิดเรื่องลักษณะแข็งที่ปรากฏ  จิตที่คิดเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย  เมื่อกระทบแข็งจึงคิดว่าแข็งนี้คืออะไร  แข็งนี้ถนน  แล้วต่อไปแข็งนี้รองเท้า  แล้วต่อไปแข็งนี้ถุงเท้า  จะเห็นได้ว่า  ไม่มีใครสามารถยับยั้งความคิดนึกเรื่องสิ่งต่าง ๆ ได้  แต่การที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้นั้น  ต้องเป็นปัญญาที่รู้ว่าจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์แต่ละขณะแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว  ขณะที่กำลังคิดถึงถนน  รองเท่า  ถุงเท้า  ไม่ใช่ขณะที่รู้แจ้งลักษณะที่แข็งปรากฏ  ฉะนั้น  การที่ปัญญาจะรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมตามความจริงนั้น  จะต้องรู้ชัดว่าขณะที่คิดไม่มีตัวตน  แต่เป็นจิตที่กำลังรู้เรื่องคิด  จิตที่คิดไม่ใช่จิตที่เห็น  ไม่ใช่จิตที่รู้อารมณ์ทางตา  จิตคิดรู้อารมณ์ทางใจ  ตามปกติขณะที่สภาพธรรมใดปรากฏทางกาย  จะเป็นลักษณะที่อ่อนนุ่มหรือแข็งก็ตาม  ขณะนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร  ถ้าอยู่ในที่มืดบางท่านก็อาจจะต้องลืมตาเปิดไฟขึ้นดูว่ากำลังกระทบสัมผัสอะไร  

ฉะนั้น  ตามความเป็นจริงแล้วขณะที่จิตรู้แข็งนั้นไม่ใช่จิตคิดนึก  ขณะที่จิตกำลังรู้แข็งนั้นไม่มีโลกของถุงเท้า  รองเท้า  หรือถนน  ไม่มีโลกของสมมติบัญญัติใด ๆ  เลย  มีแต่สภาพที่กำลังรู้ลักษณะที่แข็ง  แม้สภาพที่รู้แข็งนั้นก็ไม่ใช่สัตว์บุคคล  เป็นเพียงสภาพที่รู้แข็งเกิดขึ้นแลัวดับไป  แล้วจิตที่เกิดภายหลังจึงคิดนึกเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทาย  ทางใจ  เป็นเรื่องราวสมมติบัญญิของสิ่งที่กำลังปรากฏ  จึงลืมว่าจิตที่เกิดขึ้นรู้แข็งและสภาพที่แข็งนั้นดับไปแล้ว  และจิตที่คิดเรื่องสิ่งที่แข็งนั้นก็ดับไป  สภาพธรรมทั้งนามธรรมและรูปธรรมเกิดขึ้นและดับไปสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว  จึงทำให้ไม่รู้สภาพธรรมทั้งนามธรรมและรูปธรรมนั้นเกิดดับไม่ใช่ตัวตน

จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ที่ปรากฏ  ไม่ว่าจะเป็นทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  ทาใจ เมื่อสัมผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์ใด  จิตก้เกิดพร้อมผัสสะนั้น  ก็รู้แจ้งลักษณะต่าง ๆ  ของอารมณ์นั้น  ฉะนั้น  แม้คำว่ารู้แจ้งอารมณ์ซึ่งเป็นลักษณะของจิตซึ่งเป็นสภาพรู้  ก็จะต้องเข้าใจว่า  "รู้แจ้งอารมณ์"  คือ รู้  ลักษณะต่างๆ  ของอารมณ์ต่าง ๆ  ที่ปรากฏ  ไม่ว่าจะเป็นทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  ทางใจ  เมื่อจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์  อารมณ์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จิตแต่ละประเภทเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น  ฉะนั้น  อารมณ์จึงเป็นอารัมมณปัจจัย  คือ  เป็นปัจจัยให้จิตเกิดโดยเป็นอารมณ์ของจิต  จิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้นมีปัจจัยอื่นอีกหลายปัจจัย  แต่จิตจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้อารมณ์ไม่ได้  ฉะนั้น  อารมณ์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้จิตแต่ละขณะเกิดขึ้น
                                                                              
                                                                      ...............................

จาก.....หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป  จิตตสังเขปแและภาคผนวก
โดย...อ.สุจินต์  บริหารวนเขตต์

Wednesday, December 10, 2014

จิต (๖)


ข้อความในอัฏฐสาลินีว่า  ที่ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  "คิด"  อธิบายว่า  รู้แจ้งอารมณ์

สภาพ  "รู้"  มีลักษณะต่างกันตามประเภทของสภาพธรรมนั้น ๆ  เช่น  เจตสิก  ก็เป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์แต่ไม่เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์  เจตสิกแต่ละประเภทเกิดขึ้นพร้อมกับจิต  รู้อารมณ์เดียวกับจิต  แต่ว่ากระทำกิจเฉพาะของเจตสิกนั้น ๆ  เช่น  ผัสสเกิดร่วมกับจิต  เกิดพร้อมกับจิต  แต่ผัสสเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์  โดยกระทบอารมณ์  ซึ่งถ้าผัสสเจตสิกไม่รู้อารมณ์ย่อมไม่กระทบอารมณ์  ฉะนั้น  ผัสสเจตสิกจึงรู้อารมณ์เพียงโดยกระทบอารมณ์  แต่ไม่ใช่รู้แจ้งอารมณ์   ปัญญาเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่รู้ธรรมเห็นธรรมถูกต้องตามความเป็นจริง  เช่น  รู้ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน  สัตว์  บุคคล  ของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ  แต่จิตซึ่งเป็นสภาพรู้นั้น  มีคำอธิบายว่า  รู้แจ้งอารมณ์  จึงไม่ใช่การรู้อย่างผัสสะที่กระทบอารมณ์  ไม่ใช่การรู้อย่างสัญญาที่จำหมายลักษณะของอารมณ์  ไม่ใช่การรู้อย่างปัญญา  แต่จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งในลักษระต่าง ๆ  ของอารมณ์ที่ปรากฏ  สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา  ในขณะนี้ต่างกันไหม  สภาพธรรมเป็นสัจจธรรม  เป็นสิ่งซึ่งพิสูจน์ได้  ขณะนี้เห็นสิ่งเดียว  สีเดียวหมด  หรือเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นสีต่าง ๆ  อย่างละเอียดจนทำให้รู้ความต่างกันได้ว่า  สิ่งที่เห็นนั้นเพชรแท้  หรือเพชรเทียม เป็นต้น  จิตเป็นสภาพที่เห็นแจ้ง  คือ  รู้แจ้งแม้ลักษณะที่ละเอียดต่าง ๆ  ของอารมณ์ต่าง ๆ  อุปมาเหมือนกระจกเงาที่ใสสะอาด  ไม่ว่าสิ่งใดจะผ่านก็ย่อมปรากฏเงาในกระจกฉันใด  ขณะนี้จักขุปสาทเป็นรูปซึ่งมีลักษณะประดุจใสพิเศษ  สามารถกระทบสิ่งที่ปรากฏทางตา  โสตปสาทสามารกระทบเฉพาะเสียง  ฆานปสาทสามารถกระทบเฉพาะกลิ่น  ชิวหาปสาทสามารถกระทบเฉพาะรส  กายปสาทสามารถกระทบเฉพาะรูปที่กระทบกาย  ฉะนั้น  ไม่ว่าจะเป็นสีสันวัณณะอย่างใด ๆ  ก็ตาม  จะเป็นสีเพชรแท้  เพชรเทียม  หยก  หิน  หรือแม้สีแววตาที่ริษยา  ก็ปรากฏให้จิตเห็นได้ทั้งสิ้น  ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏกับจิตที่รู้แจ้ง  ไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นมีลักษณะอย่างไร  จิตก็รู้แจ้งในลักษณะที่ปรากฏนั้น ๆ  คือ  เห็นสีสันต่าง ๆ  ทั้งหมดของสิ่งต่าง ๆ  ที่ปรากฏจึงทำให้รู้ความหมาย  รู้รูปร่างสัณฐานและคิดนึกถึงสิ่งที่ปรากฏทางตาได้

เสียงที่ปรากฏทางหูเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมด  หรือต่างกันเป็นแต่ละเสียงตามปัจจัยที่ทำให้เสียงนั้น ๆ  เกิดขึ้น  คนมีเท่าไร  เสียงของแต่ละบุคคลก็ต่างกันไปเท่านั้น  จิตรู้แจ้งทุกเสียงที่ปรากฏต่าง ๆ  กัน  เสียงเยาะเย้ย  เสียงประชดถากถางดูหมิ่น  เสียงลมพัด  เสียงน้ำตก  เสียงสัตว์ร้อง  สัตว์นานาชนิดก็ร้องต่าง ๆ  กัน  หรือแม้คนที่เลียนเสียงสัตว์  จิตก็รู้แจ้งของลักษณะของเสียงที่ต่างกัน  จิตได้ยินเสียงรู้แจ้ง  คือ  ได้ยินเสียงทุกเสียงที่ต่างกัน

สภาพธรรมทุกอย่างปรากฏได้ก็เพราะจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์นั้น ๆ  ที่ปรากฏ  จิตที่รู้แจ้งทางจมูกเกิดขึ้นรู้แจ้งกลิ่นต่าง ๆ  ที่ปรากฏ  กลิ่นสัตว์ทุกชนิด  กลิ่นพืชพันธุ์ดอกไม้นานาชนิด  กลิ่นอาหาร กลิ่นแกง  กลิ่นขนม  ถึงไม่เห็น  เพียงได้กลิ่นก็รู้ว่าเป็นอะไร


..................................


จาก....หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป  จิตตสังเขปและภาคผนวก
โดย....สุจิตต์  บริหารวนเขตต์

Thursday, November 6, 2014

จิต (๕)


จุดประสงค์ของการศึกษาปรมัตถธรรมเรื่องจิต  ก็เพื่อเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้เข้าใจลักษณะของจิตที่กำลังเห็น  กำลังได้ยิน  กำลังคิดนึก  เป็นต้น  เพื่อให้สติปัฏฐานเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นสภาพรู้  ธาตุรู้  ที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ  ขณะที่ศึกษาเรื่องจิตก็อย่าเพิ่งคิดว่ารู้ลักษณะของจิตชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว  และจุดประสงค์ของการศึกษาเรื่องจิตนั้น  ไม่ใช่เพื่อต้องการเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องจิตมาก ๆ  แต่เพื่อเป็นสังขารปรุงแต่งให้สติเกิดขึ้นระลึกรู้สภาพของจิตซึ่งเป็นนามธรรม  ซึ่งเป็นธาตุรู้  ที่กำลังรู้ในขณะนี้  เพื่อปัญญาที่อบรมเจริญขึ้นแล้วนั้น  จะได้คลายการยึดถือสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นตัวตน

คำอธิบาย  คำว่า  "จิต"  ในอัฏฐสาลินี  จิตตุปปาทกัณฑ์  มีต่อไปนี้

จะอธิบายคำว่า  "จิตตํ"  ต่อไป  ที่ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  คิด  อธิบายว่า  รู้แจ้งอารมณ์  อีกอย่างหนึ่งเพราะเหตุที่ศัพท์ว่า  "จิตตํ" นี้  ทั่วไปแก่จิตทุกดวง  ฉะนั้น  ในคำว่า  "จิตตํ" นี้  โลกิยกุศลจิต  อกุศลจิต  และมหากิริยาจิต  จึงชื่อว่า  "จิต"  เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี  ชื่อว่า  "จิต"  เพราะเป็นธรรมชาติอันกรรม  กิเลส  สั่งสมวิบาก  อนึ่ง  แม้จิตทุกดวงชื่อว่า  "จิต"  เพราะเป็นธรรมชาติวิจิตรตามสมควร  ชื่อว่า  "จิต"  เพราะกระทำให้วิจิตร

ถ้าศึกษาจากตำรารุ่นหลัง  ๆ  ที่มีผู้รวบรวมไว้ก็จะทราบว่าอรรถของจิต  ๖  อย่างที่กล่าวไว้ในตำรารุ่นหลัง ๆ  นั้นมาจากข้อความในอัฏฐสาลินี  อรรถกถาธัมมสังคณีปกรณ์  ซึ่งอธิบายคำว่า  "จิต"  ที่สามารถจะแยกออกได้เป็นข้อ ๆ  คือ

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  คิด  อธิบายว่า  เพราะรู้แจ้งอารมณ์ ๑

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี ๑

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะกระทำให้วิจิตร ๑

ซึ่งก็จะขอกล่าวถึงตามลำดับ  เพื่อที่จะให้เข้าใจลักษณะของจิตตามที่กล่าวไว้ในอัฏฐสาลีนี

ที่ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  "คิด"  อธิบายว่ารู้แจ้งอารมณ์

ทุกท่านคิดเสมอ  ถ้าสังเกตพิจารณาความคิด  ก็จะเห็นได้ว่าช่างคิดเสียจริง  และคิดไปต่าง ๆ  นานา  ไม่มีทางยุติความคิดได้เลย  จนกระทั่งบางท่านไม่อยากจะคิด  อยากจะสงบ ๆ  คือ  หยุดไม่คิด  เพราะเห็นว่าเมื่อคิดแล้วก็เดือดร้อนใจ  เป็นห่วง  วิตกกังวล  กระสับกระส่าย  ด้วยโลภะบ้าง  หรือด้วยโทสะบ้าง  และเข้าใจว่าถ้าไม่คิดเสียได้ก็จะดี  แต่ให้ทราบว่าจิตนั่นเองเป็นสภาพธรรมที่คิด  รูปธรรมคิดไม่ได้  เมื่อพิจารณาเรื่องที่จิตคิด  ก็จะรู้ได้ว่า  เพราะเหตุใดจิตจึงคิดเรื่องอย่างนั้น ๆ  ซึ่งบางครั้งไม่น่าจะคิดอย่างนั้นเลย  ตามปกติจิตย่อมเกิดขึ้นคิดไปในเรื่องของสิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง  ทางหูบ้าง  ทางจมูกบ้าง  ทางลิ้นบ้าง  ทางกายบ้าง  ทางใจบ้างอยู่เรื่อย ๆ  จนเห็นว่าเป็นเรื่องราวจริงจัง  แต่ที่เห็นว่าเป็นเรื่องราวจริงจังทั้งหมดนั้น  ก็เป็นเพียงเพราะจิตเกิดขึ้นคิดเรื่องนั้นแล้วก็ดับไปเท่านั้นเอง  ซึ่งถ้าเพียงจิตไม่คิดถึงเรื่องนั้นเท่านั้น  เรื่องนั้นก็จะไม่มี


............................


จาก...หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป, จิตตสังเขปและภาคผนวก
โดย...สุจินต์  บริหารวนเขตต์



Wednesday, October 22, 2014

จิต (๔)


ข้อความในอัฏฐสาลินีที่ว่า  แม้เพราะความหมายว่า (จิต) เป็นเหตุ  คือ  เพราะจิตเป็นเหตุแห่งผัสสะ  เป็นต้น

ผัสสะเป็นเจตสิกประเภทหนึ่งใน  ๕๒  ประเภท  ผัสสเจตสิกเป็นนามธรรมที่กระทบอารมณ์  ขณะที่รูปกระทบกับรูป  เช่น  ต้นไม้ล้มกระทบพื้นดิน  การกระทบกันของต้นไม้และพื้นดินไม่ใช่ผัสสเจตสิก  ขณะที่เสียงกระทบกับโสตปสาท  โสตปสาทเป็นรูป  เสียงเป็นรูป  ถ้าผัสสเจตสิกไม่เกิดขึ้นกระทบเสียงที่กะทบโสตปสาท  จิตได้ยินก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย

ผัสสเจตสิก  เป็นนามธรรมซึ่งเกิดพร้อมกับจิต  ดับพร้อมกับจิต  รู้อารมณ์เดียวกับจิต  และเกิดที่เดียวกับจิต  ฉะนั้น  จิตจึงเป็นเหตุแห่งผัสสะ  ในภูมิที่มีขันธ์ ๕  จิตและเจตสิกต้องเกิดที่รูปใดรูปหนึ่งเสมอ  รูปใดเป็นที่เกิดของจิตและเจตสิก  รูปนั้นเป็นวัตถุรูป  จักขุปสาทเป็นวัตถุรูป  เพราะเป็นที่เกิดของจักขุวิญญาณและเจตสิกที่เกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ  สภาพธรรมที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นโดยลำพังอย่างเดียวไม่ได้  แต่จะต้องมีสภาพธรรมอื่นเป็นปัจจัยเกิดร่วมด้วยพร้อมกันในขณะนั้น

สภาพธรรมใดเป็นปัจจัยใด้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นพร้อมกับตน  สภาพธรรมนั้นเป็นสหชาติปัจจัย

สห   แปลว่า  ร่วมกัน  พร้อมกัน

ชาต  แปลว่า  เกิด

ปัจจัย  คือ  ธรรมซึ่งอุปการะอุดหนุนให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นหรือดำรงอยู่  แสดงว่าสภาพธรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นสังขารธรรม  เพราะอาศัยธรรมอื่นเป็นปัจจัยจึงเกิดขึ้น  ถ้าปราศจากปัจจัย  สภาพธรรมทั้งหลายก็เกิดไม่ได้  และสภาพธรรมซึ่งเป็นสหชาตปัจจัยนั้น  ทำให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นพร้อมกับตน  แต่สภาพธรรมบางอย่างก็เป็นปัจจัยโดยเกิดก่อนสภาพธรรมที่ตนเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น  สภาพธรรมบางอย่างก็เป็นปัจจัยโดยเกิดภายหลัง

ฉะนั้น  จิตจึงเป็นสหชาตปัจจัยแก่เจตสิกที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น  และเจตสิกก็เป็นสหชาตปัจจัยแก่จิตที่เกิดพร้อมกับเจตสิกนั้น  เมื่อผัสสเจตสิกเกิดขึ้นกระทบอารมณ์ใด  จิตที่เกิดพร้อมกับผัสสเจตสิกนั้น  ก็รู้อารมณ์ที่ผัสสเจตสิกนั้นกระทบ  ไม่ใช่ว่าผัสสเจตสิกกระทยอรมณ์หนึ่งแล้วจิตที่เกิดพร้อมกับผัสสเจตสิกนั้นไปรู้อีกอารมณ์หนึ่ง  ขณะใดที่ผัสสเจตสิกเกิดขึ้นกระทบเสียงใด  โสตวิญญาณที่เกิดพร้อมกับผัสสเจตสิกที่กระทบเสียงนั้น  ก็มีเสียงนั้นเป็นอารมณ์


.....................................


จาก........หนังสือปรมัถธรรมสังเขป,  จิตตสังเขป  และภาคผนวก
โดย........สุจินต์  บริหารวนเขตต์

จิต (๓)


จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ที่ปรากฏ  ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางจ  เมื่อผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์ใด  จิตก็เกิดพร้อมผัสสะนั้น  ก็ร฿้แจ้งลักษณะต่าง ๆ  ของอารมณ์นั้น
ฉะนั้น  แม้คำว่ารู้แจ้งอารมณ์ซึ่งเป็นลักษณะของจิตซึ่งเป็นสภาพรู้  ก็จะต้องเข้าใจว่า  "รู้แจ้งอารมณ์"
คือ  รู้ลักษณะต่าง ๆ  ของอารมณ์ต่าง ๆ  ที่ปรากฏ  ไม่ว่าจะเป็นทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  ทางใจ  เมื่อจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์  อารมณ์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จิตแต่ละประเภทเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น  ฉะนั้นอารมณ์จึงเป็นอารัมมณปัจจัย  คือ  เป็นปัจจัยให้จิตเกิดโดยเป็นอารมณ์ของจิต  จิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้นนั้นมีปัจจัยอื่นอีกหลายปัจจัย  แต่จิตจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้อารมณ์ไม่ได้  ฉะนั้น  อารมณ์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้จิตแต่ละขณะเกิดขึ้น

อีกประการหนึ่ง  เพราะเหตุที่ศัพท์ว่า  "จิตตํ"  เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถีนั้น  จะต้องเข้าใจเรื่องของจิตซึ่งเกิดดับ ๆ  สืบต่อกันอย่างรวดเร็วว่า  นามธรรมที่เกิดกับจิตแล้วดับไปแต่ละขณะนั้น  สะสมสืบต่อในจิตขณะหลัง ๆ  ที่เกิดดับสืบต่อมานั่นเอง

เมื่อจิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือได้ยินเสียงที่ปรากฏทางหู  เป็นต้น  ตามปกติจะไม่รู้ว่าขณะที่เห็นหรือได้ยินนั้นเป็นลักษณะของจิต  แต่มักจะรู้ว่าขณะใดจิตใจเป็นทุกข์  เศร้าหมอง  ขุ่นมัว  ขณะใดจิตใจสบาย  แจ่มใส  ขณะใดโกรธ  ขณะใดเมตตาสงเคราะห์ช่วยเหลือบุคคลอื่น  ขณะใดเป็นมิตรไมตรีกับบุคคลอื่น  จิตแต่ละขณะที่เกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วนั้น  ก็สั่งสมสันดานของตน  คือไม่ว่าจะเป็นโลกิยกุศล  อกุศล  แต่ละขณะที่เกิดขึ้นแล้วดับไปนั้น  เป็นปัจจัยสะสมสืบต่อในจิตดวง (ขณะ)  ต่อ ๆ  ไป
เพราะเมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป  การดับไปของจิตดวงก่อนเป็นปัจจัยให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อทันที  ฉะนั้น  จิตดวงที่เกิดต่อจึงมีสภาพธรรมซึ่งจิตดวงก่อนสะสมไว้แล้วสืบต่อไปในจิตดวงหลัง ๆ  ที่เกิดต่อ ๆ  ไปอีกเรื่อย ๆ

แต่ละท่านจะสังเกตได้ว่า  แต่ละบุคคลมีอัธยาศัยต่าง ๆ  กัน  มีอุปนิสัยต่าง ๆ  กัน  ตามการสะสมของจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดดับสืบต่อกัน  บางท่านก็เป็นผู้ใจบุญใจกุศล  เพราะจิตที่เป็นบุญกุศลได้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  แล้วจิตที่เกิดสืบต่อก็สะสมบุญกุศลนั้น ๆ  เป็นปัจจัยสืบต่อ ๆ  ไปข้างหน้า  อกุศลก็เช่นเดียวกัน  ไม่ว่าจะเป็นจิตประกอบด้วยโลภะ  โทสะ  หรือโมหะ  เมื่ออกุศลจิตประเภทนั้น ๆ  ดับไปแล้ว  ก็เป็นป้ัจจัยให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อสภาพธรรมที่สะสมอยู่ในจิตดวงก่อนต่อไปอีก  การที่จิตดวงหลังเกิดต่อจากจิตดวงก่อนอยู่เรื่อย ๆ  นั้น  เพราะจุตทุกดวงเป็นอนันตรปัจจัย   คือ  เป็นปัจจัยทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อทันทีที่จิตดวงก่อนดับ

จิตทุกดวงเป็นอนันตรปัจจัย  ทำให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้น  เว้นจุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้น  ที่ไม่เป็นอนันตรปัจจัย  เมื่อจุติจิตของพระอรหันต์ดั  จึงเป็นปรินิพพาน  ไม่มีปฏิสนธิจิตหรือจิตใด ๆ  เกิดสืบต่ออีกเลย  ฉะนั้น  ปัจจัยที่กล่วถึงแล้วจึงมี  ๓  ปัจจัย  คือ  สหชาตปัจจัย  อารัมมณปัจจัย  และอนันตรปัจจัย


...............................


จาก...หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป,  จิตตสังเขป,  ภาคผนวก
โดย...สุจินต์  บริหารนวเขตต์

Thursday, October 9, 2014

จิต (๒)


จิตเป็นสภาพที่เห็นแจ้ง  คือ  รู้แจ้งลักษณะที่ละเอียดต่าง ๆ  ของอารมณ์ต่าง ๆ  อุปมาเหมือนกระจกเงาที่ใสสะอาด  ไม่ว่าสิ่งใดจะผ่านก็ย่อมปรากฏเงาในกระจกฉันนั้น  ขณะนี้จักขุปสาทเป็นรูปซึ่งมีลักษณะประดุจกระจกใสพิเศษ  สามารถกระทบสิ่งที่ปรากฏทางตา  โสตปสาทสามารถกระทบเฉพาะเสียง  ฆานปสาทสามารถกระทบเฉพาะกลิ่น  ชิวหาาปสาทสามารถกระทบเฉพาะรส  กายปสาทสามารถกระทบเฉพาะรูปที่กระทบกาย  ฉะนั้น  ไม่ว่าจะเป็นสีสันวัณณะอย่างใด ๆ  ก็ตาม จะเป็นสีเพชรแท้  เพชรเทียมหยก  หิน  หรือแม้สีแววตาที่ริษยา  ก็ปรากฏให้จิตเห็นได้ทั้งสิ้น  ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏกับจิตที่รู้แจ้ง  ไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นมีลักษณะอย่างไร  จิตก็รู้แจ้งในลักษณะที่ปรากฏนั้น ๆ  คือ  เห็นสีสันต่าง ๆ  ทั้งหมดของสิ่งต่าง ๆ  ที่ปรากฏจึงทำให้รู้ความหมาย  รู้รูปร่างสัณฐานและคิดนึกถึงสิ่งที่ปรากฏทางตาได้

เสียงที่ปรากฏทางหูเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมด  หรือต่างกันเป็นแต่ละเสียงตามปัจจัยที่ทำให้เสียงนั้น ๆ  เกิดขึ้น  คนมีเท่าไร  เสียงของแต่ละบุคคลก็ต่างกันไปเท่านั้น  จิตรู้แจ้งเสียงที่ปรากฏต่าง ๆ  กัน  เสียงเยาะเย้ย  เสียงประชดถากถางดูหมิ่น  เสียงลมพัด  เสียงน้ำตก  เสียงสัตว์ร้อง  สัตว์นานาชนิดก็ร้องต่าง ๆ  กันหรือแม้คนที่เลียนเสียงสัตว์  จิตก็รู้แจ้งทางของลักษณะของที่ต่างกัน  จิตได้ยินเสียงรู้แจ้ง  คือ  ได้ยินเสียงทุกเสียงที่ต่างกัน

สภาพธรรมทุกอย่างปรากฏได้ก็เพราะจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์นั้น ๆ  ที่ปรากฏ  จิตที่รู้แจ้งทางจมูกเกิดขึ้นรู้แจ้งกลิ่นต่าง ๆ  ที่ปรากฏ  กลิ่นสัตว์ทุกชนิด  กลิ่นพืชพันธุ์ดอกไม้นานาชนิด  กลิ่นอาหาร  กลิ่นแกง  กลิ่นขนม ถึงไม่เห็น  เพียงได้กลิ่นก็รู้ว่าเป็นอะไร

จิตที่รู้แจ้งทางลิ้นเกิดขึ้นลิ้มรสต่าง ๆ  รสอาหารมีมากมาย  รส  เนื้อ  รสผัก  รสผลไม้  รสชา  รสกาแฟ  รสเกลือ  รสน้ำตาล  รสน้ำส้ม  รสมะนาว  รสมะขาม  เป็นรสที่ไม่เหมือนกันเลย  แต่จิตที่ลิ้มรสก็รู้แจ้งรสต่าง ๆ  ที่ปรากฏ  แม้ว่าจะต่างกันอย่างละเอียดเพียงใด  จิตก็สามารถรู้แจ้งลักษณะที่ต่างกันอย่างละเอียดนั้นได้  เช่น  ขณะชินอาหาร  จิตที่ลิ้มรสรู้แจ้งในรสนั้น  จึงรู้ว่ายังขาดรสอะไร  จะต้องปรุงอะไร  ใส่อะไร  เติมอะไร  เป็นต้น

จิตที่รู้แจ้งสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย  รู้แจ้งลักษณะต่าง ๆ  ที่กระทบกาย  เช่น  ลักษณะของเย็นลม  เย็นน้ำ  หรือเย็นอากาศ  รู้ลักษณะของผ้าไหม  ผ้าขนสัตว์  เป็นต้น  ที่กระทบกาย

การที่ปัญญาจะรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมตามความจริงนั้น  จะต้องรู้ชัดว่าขณะที่คิดไม่ใช่ตัวตน  แต่เป็นจิตที่กำลังรู้เรื่องคิด  จิตที่คิดไม่ใช่จิตที่เห็น  จิตที่รู้อารมณ์ทางตา  จิตคิดรู้อารมณ์ทางใจ  ตามปกติขณะที่สภาพธรรมใดปรากฏทางกาย  จะเป็นลักษณะที่อ่อนนุ่มหรือแข็งก็ตาม  ขณะนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร  ถ้าอยู่ในที่มืด  บางท่านก็อาจจะต้องลืมตาเปิดไฟขึ้นดูว่ากำลังกระทบสัมผัสอะไร  ฉะนั้น  ตามความเป็นจริงแล้ว  ขณะที่จิตรู้แข็งนั้นไม่ใช่จิตคิดนึก  ขณะที่จิตกำลังรู้แข็งนั้นไม่มีโลกที่จิตรู้แข็งนั้น  ไม่ใช่จิตคิดนึก  ขณะที่จิตกำลังรู้แข็งนั้น  ไม่มีโลกของสมมติบัญญัติใด ๆ เลย  มีแต่สภาพที่กำลังรู้ลักษณะที่แข็ง  แม้สภาพที่รู้แข็งนั้นก็ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  เป็นเพียงสภาพที่รู้แจ้งเกิดขึ้นแล้วดับไป  แล้วจิตที่เกิดภายหลังจึงคิดนึกเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  และทางใจ  เป็นเรื่องราวสมมติบัญญัติของสิ่งที่ปรากฏ  จนลืมว่าจิตที่เกิดขึ้นรู้แข็งและสภาพที่แข็งนั้นดับไปแล้ว  และจิตที่คิดเรื่องสิ่งที่แข็งนั้นก็ดับไป  สภาพธรรมทั้งนามธรรมและรูปธรรมเกิดขึ้นและดับไปสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว  จึงทำให้ไม่รู้สภาพธรรมทั้งนามธรรมและรูปธรรมนั้นเกิดดับไม่ใช่ตัวตน


.....................................



จาก...หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป  จิตตสังเขป  และภาคผนวก
โดย...สุจินต์  บริหารวนเขตต์

Friday, September 26, 2014

จิต (๑)


คำอธิบายคำว่า  "จิต"  ในอัฏฐสาลินี  จิตตุปปาทกัณฑ์มีต่อไปนี้ว่า

คำว่า  "จิตฺตํ"    ที่ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  คิด  อธิบายว่า  รู้แจ้งอารมณ์  อีกอย่างหนึ่งเพราะเหตุที่ศัพท์ว่า  "จิตฺตํ"  นี้  ทั่วไปแก่จิตทุกดวง  ฉะนั้น  คำว่า  "จิตฺตํ"  นี้โลกิยกุศลจิต  อกุศลจิตและมหากิริยาจิต  จึงชื่อว่า  "จิต"  เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี  ชื่อว่า  "จิต"  เพราะธรรมชาติอันกรรม  กิเลส  สั่งสมวิบาก  อนึ่งแม้จิตทุกดวงชื่อว่า  "จิต"  เพราะเป็นธรรมชาติวิจิตรตามสมควร  ชื่อว่า  "จิต"  เพราะกระทำให้วิจิตร

ถ้าศึกษาจากตำรารุ่นหลังๆ  ที่มีผู้รวบรวมไว้ก็จะทราบว่า  อรรถของจิต ๖ ประเภท  ที่กล่าวไว้ในตำรารุ่นหลังๆ  นั้นมาจากข้อความในอัฏฐสาลินี  อรรถกถาธัมมสังคณีปกรณ์  ซึ่งอธิบายคำว่า  "จิต"  ที่สามารถจะแยกออกได้เป็นข้อ ๆ  คือ

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  คิด  อธิบายว่า  เพราะรู้แจ้งอารมณ์ ๑

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี ๑

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะเป็นธรรมชาติอันกรรม  กิเลส  สั่งสมวิบาก ๑

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะธรรมชาติวิจิตรตามสมควร ๑  (ข้นี้  ส่วนมากในตำรารุ่นหลังแยกเป็น ๒  คือ  เพราะวิจิตรด้วยอารมณ์ ๑  และเพราะวิจิตรด้วยสัมปยุตธรรม ๑)

ชื่อว่า  "จิต"  เพราะกระทำให้วิจืตร ๑

ซึ่งก็จะขอกล่าวถึงตามลำดับ  เพื่อที่จะให้เข้าใจลักษณะของจิตตามที่กล่าวไว้ในอัฏฐสาลินี

ที่ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  "คิด"  อธิบายว่า  รู้แจ้งอารมณ์ทุกท่านคิดเสมอ  ถ้าสังเกตพิจารณาความคิด  ก็จะเห็นได้ว่าช่างคิดเสียจริง  และคิดไปต่าง ๆ  นานา  ไม่มีทางยุติความคิดได้เลย  จนกระทั่งบางท่านไม่อยากจะคิด  อยากจะสงบ ๆ  คือ  หยุดไม่คิด  เพราะเห็นว่าเมื่อคิดแล้วก็เดือดร้อนใจ  เป็นห่วง  วิตกกังวลกระสับกระส่าย  ด้วยโลภะบ้าง  หรือด้วยโทสะบ้าง  และเข้าใจว่า  ถ้าไม่คิดเสียได้ก็จะดี  แต่ให้ทราบว่า  จิตนั่นเองเป็นสภาพธรรมที่คิด  รูปธรรมคิดไม่ได้  เมื่อพิจารณาเรื่องที่จิตคิด  ก็จะรู้ได้ว่า  เพราะเหตุใดจิตจึงคิดเรื่องนั้น ๆ  ซึ่งบางครั้งไม่น่าจะคิดอย่างนั้นเลย  ตามปกติจิตย่อมเกิดขึ้นคิดไปในเรื่องของสิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง  ทางหูบ้าง  ทางจมูกบ้าง  ทางลิ้นบ้าง  ทางกายบ้าง  ทางใจบ้างอยู่เรื่อย ๆ  จนเห็นว่าเป็นเรื่องราวจริงจัง  แต่ที่เห็นว่าเป็นเรื่องราวจริงจังทั้งหมดนั้น  ก็เป็นเพียงเพราะจิตเกิดขึ้นคิดเรื่องนั้นแล้วก็ดับไปเท่านั้นเอง  ซึ่งถ้าเพียงจิตไม่คิดถึงเรื่องนั้นเท่านั้น  เรื่องนั้นก็จะไม่มี

ข้อความในอัฏฐสาลินีว่า  ที่ชื่อว่า  "จิต"  เพราะอรรถว่า  คิด  อธิบายว่า  รู้แจ้งอารมณ์

สภาพ  "รู้"  มีลักษณะต่างกันตามประเภทของสภาพธรรมนั้น ๆ  เช่น  เจตสิก  ก็เป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์แต่ไม่เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์  เจตสิกแต่ละประเภทเกิดขึ้นพร้อมกับจิต  รู้อารมณ์เดียวกับจิต  แต่ว่ากระทำกิจเฉพาะของเจตสิกนั้น ๆ  เช่น  ผัสสเจตสิกเกิดร่วมกับจิต  พร้อมกับจิต  แต่ผัสสเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์  โดยกระทบอารมณ์  ซึ่งถ้าผัสสเจตสิกไม่รู้อารมณ์ก็ย่อมไม่กระทบอารมณ์  ฉะนั้น  ผัสสเจตสิกจึงรู้อารมณ์เพียงโดยกระทบอารมณ์  แต่ไม่ใช่รู้แจ้งอารมณ์  ปัญญาเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่รู้ธรรมเห็นธรรมถูกต้องตามความเป็นจริง  เช่น  รู้ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน  สัตว์  บุคคล  ของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  ทางใจ  แต่จิตซึ่งเป็นสภาพรู้นั้น  มีคำอธิบายว่า  รู้แจ้งอารมณ์  จึงไม่ใช่การรู้อย่างผัสสะที่กระทบอารมณ์  ไม่ใช่การรู้อย่างสัญญาที่จำหมายลักษณะของอารมณ์  ไม่ใช่การรู้อย่างปัญญา  แต่จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งในลักษณะต่าง ๆ  ของอารมณ์ที่ปรากฏ  สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ต่างกันไหม  สภาพธรรมเป็นสัจจธรรม  เป็นสิ่งซึ่งพิสูจน์ได้  ขณะนี้เห็นสิ่งเดียว  สีเดียวหมด  หรือเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นสีต่าง ๆ  อย่างละเอียดจนทำให้รู้ความต่างกันได้ว่า  สิ่งที่เห็นนั้นเป็นเพชรแท้  หรือเพชรเทียมเป็นต้น


.............................


จาก   หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป  จิจจสังเขป  และภาคผนวก
โดย   สุจินต์  บริหารวนเขตต์

Tuesday, September 23, 2014

สงเคราะห์ปรมัตถธรรม ๔


จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน  เป็นปรมัตถธรรม  เป็นสภาพธรรมที่มีจริง  เพราะว่า  จิต  เจตสิก  รูป  เกิดดับสืบต่อกัน  จึงปรากฏให้รูปได้  เช่น  ขณะที่เห็นรูป  ได้ยินเสียง  และคิดนึก  เป็นต้น  จิตเกิดดับสืบต่อกันทำกิจการงานต่าง ๆ  เช่น  จิตบางดวงเห็นสี  บางดวงได้ยินเสียง  และบางดวงคิดนึก  เป็นต้น  ทั้งนี้ตามประเภทของจิตและเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตนั้น ๆ  การเกิดดับสืบต่อกันของจิต  เจตสิก  รูปนั้น  เป็นไปอย่างรวดเร็วมากจนทำให้ไม่เห็นการเกิดดับ  ทำให้เข้าใจว่ารูปค่อย ๆ  เปลี่ยนแปลงไป  และทำให้เข้าใจว่าจิตนั้นเกิดเมื่อคนหรือสัตว์เกิด  จิตนั้นดับเมื่อคนหรือสัตว์ตาย  ถ้าไม่ศึกษาไม่พิจารณา  และไม่อบรมเจริญสติและปัญญาให้รู้ลักษณะของจิต  เจตสิก  รูป  ที่กำลังปรากฏ  ก็จะไม่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม  คือ  จิต  เจตสิก  รูป  ซึ่งเกิดดับสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลา

สภาพธรรมใดเกิดขึ้น  สภาพธรรมนั้นต้องมีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น  เมื่อไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด  ท่าน
พระสารีบุตรเกิดความเลื่อมใสในคำสอนของพระผู้มีพระภาค  ก็เพราะได้เห็นท่านพระอัสสชิ  ซึ่งเป็นภิกษุรูปหนึ่งในภิกษุปัญจวัคคีย์  ท่านพระสารีบุตรเห็นท่านพระอัสสชิมีความน่าเลื่อมใสเป็นอันมาก  จึงได้ตามท่านพระอัสสชิไป  และถามท่านพระอัสสชิว่า  ใครเป็นศาสดาและศาสดาของท่านสอนว่าอย่างไร  ท่านพระอัสสชิตอบว่า

เย   ธมฺมา   เหตุปฺปภวา            เตสํ   เหตํุ   ตถาคโต   (อาห)

เตสญฺจ   โย   นิโรโธ                  เอวํวาที   มหาสมโณติฯ

ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ  พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น  และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น  พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้

ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้พร้อมทั้งเหตุปัจจัยของธรรมนั้น ๆ  ก็จะไม่มีผู้ใดรู้ว่าธรรมใดเกิดจากเหตุปัจจัยใด  ไม่มีผู้ใดรุ้ว่าจิตปรมัตถ์  เจตสิกปรมัตถ์  รูปปรมัตถ์  แต่ละประเภทนั้นเกิดขึ้นเพราะมีธรรมใดเป็นปัจจัย  พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวง  พระองค์จึงได้ทรงแสดงว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดจึงเกิดขึ้น  และทรงแสดงเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดธรรมนั้น ๆ  ธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นโดยไม่มีปัจจัยไม่ได้

ที่กล่าวว่า  คนเกิด  สัตว์เกิด  เทวดาเกิด  เป็นต้นนั้น  คือ  จิต  เจตสิก  รูป  เกิดนั่นเอง  เมื่อจิต  เจตสิก  ประเภทหนึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับรูปก็บัญญัติว่าคนเกิด  เมื่อจิต  เจตสิก  เกิดขึ้นพร้อมกับรูปของเทวดาก็บัญญัติว่าเทวดาเกิด  เป็นต้น  การเกิดของคน  สัตว์  เทวดา  เป็นต้นนั้น  ต่างกันเพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดนั้นต่างกัน  เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดนั้นมีมาก  และสลับซับซ้อนมาก  แต่ด้วยพระสัพพัญญุตญาณของพระผู้มีพระภาคผู้ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวง  พร้อมทั้งเหตุปัจจัยของธรรมทั้งปวงนั้น  พระองค์จึงได้ทรงแสดงธรรมตามสภาพความจริงของธรรมแต่ละประเภทว่า  ธรรมใดเกิดขึ้น  ธรรมนั้นมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น  ธรรมที่เกิดขึ้นเป็นสังขารธรรม

ที่รู้ได้ว่ามีจิต  เจตสิก  รูป  เพราะว่า  จิต  เจตสิก  รูปเกิดขึ้นและที่จิต  เจตสิก  รูปเกิดขึ้นนั้นก็เพราะว่ามีปัจจัย  จิต  เจตสิกและรูปเป็นสังขารธรรม  

พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคนั้น  สมบูรณ์  พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ  ธรรมข้อใดที่อาจจะมีผู้เข้าใจผิดได้  พระองค์ก็ทรงบัญญัติคำกำกับให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  เพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้าใจความหมายของธรรมข้อนั้นผิด  เมื่อพระองค์ทรงบัญญัติว่า  ธรรมที่เกิดขึ้นมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นเป็น  สังขารธรรม  เพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้าใจผิดว่า  ธรรมที่เกิดขึ้นนั้น  เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่ตลอดไปเรื่อย ๆ  พระองค์จึงทรงบัญญัติว่าธรรมที่เป็นสังขารธรรม  (ธรรมที่มีสภาพปรุงแต่ง)  นั้นเป็นสังขตธรรม  (ธรรมที่ปรุงแต่งแล้ว)

สังขตธรรม  คือ  ธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป  พระองค์ทรงบัญญัติคำว่า  สังขตธรรม  กับคำว่า  สังขารธรรม  เพื่อให้รู้ว่าธรรมใดที่เกิดขึ้น  ธรรมนั้นมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น  เมื่อมีปัจจัยดับ  ธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยนั้นก็ต้องดับไป  ฉะนั้น  จิตปรมัตถ์  เจตสิกปรมัตถ์  รูปปรมัตถ์  เป็นสังขารธรรม  เป็นสังขตธรรม

สพฺเพ   สงฺขารา   อนิจฺจา ฯ       สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

สพฺเพ   สงฺขารา   ทุกขา ฯ        สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

สพฺเพ   ธมฺมา       อนตฺตา ฯ      ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา"



.....................................


จาก  หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป  จิตตสังเขปและภาคผนวก
โดย  สุจินต์  บริหารวนเขตต์


Thursday, September 18, 2014

รูปปรมัตถ์ (๕)


เสียงหรือสัททรูป  ไม่ใช่วจีวิญญัติรูป  เสียงเป็นรูปที่กระทบกับโสตปสาทรูป  เป็นปัจจัยให้เกิดโสตวิญญาณ  เสียงบางเสียงก็เกิดจากจิต  และบางเสียงก็ไม่ได้เกิดจากจิต  เช่น  เสียงฟ้าร้อง  เสียงลมพายุ  เสียงเครื่องยนต์  เสียงกลอง  เสียงวิทยุ  เสียงโทรทัศน์  เป็นต้น

รวมอวินิพโภครูป  ๘  +  ลักขณรูป  ๔  +  ปริจเฉทรูป ๑ +  ปสาทรูป  ๕  +  หทยรูป  ๑ +  ชีวิตินทริยรูป ๑  +  ภาวรูป  ๒  +  วิการรูป  ๓  +  วิญญัติรูป  ๒  +  สัททรูป  ๑  เป็น  ๒๘  รูป

ในบางแห่งแสดงจำนวนของรูปต่ากัน  เช่น  ในอัฎฐสาลินีรูปกัณฑ์  ปกิณณกกถา  แสดงรูป  ๒๕  คือ  รวมธาตุดิน  ไฟ  ลม  เป็นโผฆฐัพพายตนะ  (รูปที่กระทบกายปสาท)  ๑  รูป  รวมกับหทยรูปอีก  ๑  รูป  จึงเป็นรูป  ๒๖ รูป

เมื่อรูป  ๆ  หนึ่งเกิดขึ้นจะเกิดพร้อมกับรูปอีกกี่รูป  รวมกันเป็นกลาปหนึ่ง ๆ  นั้น  ย่อมต่างกันไปตามประเภทของรูปนั้น ๆ  และการจำแนกรูป  ๒๘  รูปมีหลายนัย  ซึ่งจะกล่าวถึงพอสมควรในภาคผนวก


......................

Friday, September 12, 2014

รูปปรมัตถ์ (๔)


การที่รูปของสัตว์ บุคคลทั้งหลายเคลื่อนไหวได้  ก็เพราะว่ามีจิต  จะต้องมีรูปที่เกิดจากจิตเป็นสมุฎฐานด้วย  เพราะถ้ามีเพียงรูปที่เกิดจากกรรมเท่านั้น  ก็จะเคลื่อนไหวไปมาหรือทำกิจการงานใด ๆ  ไม่ได้เลย  การที่รูปร่างกายเคลื่อนไหวทำกิจต่าง ๆ  ได้ก็จะต้องมีวิการรูป  ๓  รูป  คือ

ลหุตารูป  เป็นภาวะที่เบา  ไม่หนักของรูป  อุปมาเหมือนอาการของคนไม่มีโรค

มุทุตารูป  เป็นภาวะที่อ่อน  ไม่กระด้างของรูป  อุปมาเหมือนหนังที่ขยำไว้ดีแล้ว

กัมมัญญตารูป  เป็นภาวะที่ควรแก่การงานของรูป  อุปมาเหมือนทองคำที่หลอมไว้ดีแล้ว

วิการรูป  ๓  รูปนี้เป็นอสภาวรูป  เป็นรูปที่ไม่มีสภาวะต่างหากเฉพาะของตน  เป็นอาการวิการของมหาภูตรูป  คือ  เบา  อ่อนและควรแก่การงาน

วิการรูป  ๓  เป็นรูปที่เกิดภายในสัตว์บุคคลเท่านั้น  ส่วนรูปที่ไม่มีใจครองจะไม่มีวิการรูป  ๓  เลย  และวิการรูป  ๓  นี้ไม่แยกกันเลย

ในกลาปใดมีลหุตารูป  กลาปนั้นก็มีมุทุตารูป  และกัมมัญญุตารูปด้วย  นอกจากนั้น  เมื่อจิตต้องการเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย  ร่างกายส่วนนั้นจะต้องมีวิการรูปที่เกิดจากอุตุ  (ความสม่ำเสมอของธาตุเย็นร้อน) เป็นสมุฏฐาน  และมีวิการรูปที่เกิดจากอาหาร (โอชารูป)  เป็นสมุฏฐานด้วย  มิฉะนั้นแล้ว  แม้จิตต้องการจะเคลื่อนไหว  รูปก็เคลื่อนไหวไม่ได้  เช่น  ผู้ที่เป็นอัมพาตหรือเคล็ดขัดยอก  กระปลกกระเปลี้ย  เป็นต้น

รวมอวินิพโภครูป  ๘ +  ลักขณรูป  ๔  +  ปริจเฉทรูป ๑  +  ปสาทรูป  ๕  +  หทยรูป  ๑  +  ชีวิตตินทริยรูป  ๑  +  ภาวรูป  ๒  +  วิการรูป  ๓  เป็น  ๒๕  รูป

รูปที่มีใจครองนั้น  เมื่อจิตต้องการให้รูปเป็นไปตามความประสงค์ของจิตขณะใด  ขณะนั้นจิตเป็นสมุฏฐานให้  กายวิญญัติรูป  คือ  อาการพิเศษที่มีความหมาย  หรือมีอาการเป็นไปของรูปตามที่จิตรู้ในอาการนั้นทางตา  หรือทางหน้า  หรือท่าทาง  เช่น  ถลึงตา  ยิ้มเยาะ  เหยียดหยาม  หรือห้ามปราม  เป็นต้น  เมื่อจิตไม่ต้องการให้รูปแสดงความหมาย  หรือมีอาการเจาะจงเป็นไปตามความประสงค์ของจิต  กายวิญญัติรูปก็ไม่เกิด

ขณะใดที่จิตเป็นปัจจัยให้เกิดเสียงทางวาจา  ซึ่งเป็นการพูดการเปล่งเสียงให้รู้ความหมาย  ขณะนั้นจิตเป็นสมุฏฐาน  คือ  เป็นปัจจัยให้วจีวิญญัติรูปเกิดขึ้น  กระทบฐานที่เกิดของเสียงต่าง ๆ  เช่น  ริมฝีปาก  เป็นต้น  ถ้าวจีวิญญัติรูปไม่เกิด  การพูด  หรือการเปล่งเสียงต่าง ๆ  ก็มีไม่ได้

กายวิญญัติรูปและวจีวิญญัติรูปเป็นอสภาวรูปที่เกิดและดับพร้อมกับจิต

รวมอวินิพโภครูป  ๘  +  ลักขณรูป  ๔  +  ปริจเฉทรูป  ๑  +  ปสาทรูป  ๕  +  หทยรูป  ๑  +  ชีวิตินทริยรูป  ๑  +  ภาวรูป  ๒  +  วิการรูป  ๓  +  วิญญัติรูป  ๒  เป็น  ๒๗  รูป



............................




จากหนังสือปรมัตถธรรมสังเขป
จิตตสังเขปและภาคผนวก

โดย  สุจินต์  บริหารวนเขตต์



Wednesday, September 3, 2014

รูปปรมัตถ์ (๓)

รูปที่มีใจครอง  คือ  มีจิตเกิดกับรูปนั้น  ในภูมิที่มีขันธ์ ๕  จิตทุกขณะต้องเกิดที่รูปตามประเทภของจิตนั้น ๆ  เช่น  จักขุวิญญาณทำกิจเห็น  เกิดที่จักขุปสาทรูป  โสตวิญญาณทำกิจได้ยิน  เกิดที่โสตปสาทรูป  ฆานวิญญาณทำกิจรู้กลิ่น  เกิดที่ฆานปสาทรูป  ชิวหาวิญญาณทำกิจลิ้มรส  เกิดที่ชิวหาปสาทรูป  กายวิญญาณทำกิจรู้เย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง  ไหว  ตึง  (ธาตุดิน ไฟ  ลม)  เกิดที่กายปสาทรูป

ส่วนจิตอื่น ๆ  ในภูมิที่มีขันธ์ ๕  นอกจากที่กล่าวแล้วนี้  จิตเกิดที่รูป  ๆ  หนึ่ง  เรียกว่า  หทยรูป  เพราะเป็นรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิต  ฉะนั้น  วัตถุรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิตจึงมี  ๖  รูป

รวมอวินิพโภครูป ๘ + ลักขณรูป ๔  +  ปริจเฉทรูป ๑  +  ปสาทรูป ๕  +  หทยรูป ๑  เป็น  ๑๙  รูป

รูปที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐานทุก ๆ  กลาป  จะต้องมีชีวิตินทริยรูปเกิดร่วมด้วยทุกกลาป  ชีวิตินทริยรูปรักษารูปที่เกิดร่วมกันในกลาปหนึ่ง ๆ  ให้เป็นรูปที่ดำรงชีวิต  ฉะนั้น  รูปของสัตว์  บุคคลที่ดำรงชีวิตจึงต่างกับรูปทั้งหลายที่ไม่มีใจครอง

รวมอวินิพโภครูป  ๘  +  ลักขณรูป ๔  +  ปริจเฉทรูป ๑  +  ปสาทรูป ๕  +  หทยรูป ๑  +  ชีวิตินทริยรูป ๑  เป็น  ๒๐  รูป

การที่สัตว์  บุคคลทั้งหลายโดยทั่วไปต่างกันเป็นหญิงและชายนั้น  เพราะภาวะรูป  ๒  คือ

     อิตถีภาวรูป  เป็นรูปที่ซึมซาบอยู่ทั่วกาย  ทำให้ปรากฏเป็นทรวดทรง  สัณฐาน  อาการ  กิริยา  ท่าทางของเพศชาย

     ปุริสภาวรูป  เป็นรูปที่ซึมซาบอยู่ทั่วกาย  ทำให้ปรากฏเป็นทรวดทรง  สัณฐาน  อาการ  กิริยา  ท่าทางของเพศชาย

ในแต่ละบุคคลจะมีภาวรูปหนึ่งภาวรูปใด  คือ  อิตถีภาวรูป  หรือปุริสภาวรูปเพียงรูปเดียวเท่านั้น  และบางบุคคลก็ไม่มีภาวรูปเลย  เช่น  พรหมบุคคลในพรหมโลก  และผู้ที่เป็นกระเทย

รวมอวินิพโภครูป ๘  +  ลักขณรูป ๔  +  ปริจเฉทรูป ๑  +  ปสาทรูป ๕  +  หทยรูป ๑  +  ชีวิตินทริยรูป ๑  +  ภาวรูป ๒  เป็น ๒๒  รูป


..........................
















Friday, August 29, 2014

รูปปรมัตถ์ (๒)


รูปทั้งหมดมี ๒๘ รูป  เป็นมหาภูตรูป ๔  เป็นอุปาทายรูป ๒๔  เมื่อมหาภูตรูป  ๔ ไม่เกิด  อุปาทายรูป ๒๔  ก็มีไม่ได้เลย

กลุ่มของรูปแต่ละกลุ่มหรือแต่ละกลาปนั้น  เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังไม่ดับไปทันที  เรียกว่า  สภาวรูป คือรูปที่มีลักษณะเฉพาะของตน  จะมีอาายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ
        
ลักขณรูป  ๔  มีดังนี้

          เมื่อรูปเกิดขึ้นขณะแรกเป็น     อุปจยรูป  ๑
      
          ขณะที่รูปเจริญขึ้นเป็น           สันตติรูป  ๑

          ขณะที่รูปเสื่อมลงเป็น           ชรตารูป  ๑

          ขณะที่รูปดับเป็น                  อนิจจตารูป  ๑

ลักขณะรูป  ๔  เป็น  อสภาวรูป  คือ  เป็นรูปที่ไม่มีสภาวะต่างหากเฉพาะของตน  แต่สภาวรูปทุกรูปนั้นย่อมมีลักษณะต่างกัน  ๔  ลักษณะ  คือ  ขณะที่รูปเกิดขึ้นไม่ใช่ขณะที่รูปเจริญขึ้น  และขณะที่รูปเสื่อมก็ไม่ใช่ขณะที่รูปดับ  กล่าวได้ว่า  อุปจยรูปและสันตติรูป  คือ  ขณะที่เกิดแล้วยังไม่ดับ  ส่วนชรตารูปและอนิจจตตารูปนั้น  คือ  ขณะที่ใกล้จะดับและขณะดับ

รวมอวินิพโภครูป  ๘  + ลักขณรูป  ๔  เป็น  ๑๒  รูป  นอกจากนั้นยังมีรูปอื่นอีก  เช่น

ปริจเฉทรูป  คือ  อากาสรูป  ซึ่งคั่นอยู่ระหว่างกลาปทุก ๆ กลาป  ทำให้รูปแต่ละกลาปไม่ติดกัน  ไม่ว่ารูปจะปรากฏเล็กใหญ่ขนาดใดก็ตาม  จะมีอากาสรูปคั่นอยู่ระหว่างทุก ๆ กลาปอย่างละเอียดที่สุด  ทำให้รุปแต่ละกลาปแยกออกจากกันได้  ถ้าไม่มีปริจเฉทรูปคั่นแต่ละกลาป  รูปทั้งหลายก็จะติดกันหมด  แตกแยกกระจัดกระจายออกไม่ได้เลย  แต่รูปที่ปรากฏว่าใหญ่โตก็สามารถแตกย่อยออกได้อย่างละเอียดที่สุดนั้น  ก็เพราะมีอากาศธาตุ  คือ  ปริจเฉทรูปคั่นอยู่ทุก ๆ กลาปนั่นเอง

ฉะนั้น  ปริจเฉทรูปจึงเป็นอสภาวรูปอีกรูปหนึ่ง   ซึ่งไม่มีลักษณะเฉพาะของตนที่เกิดขึ้นต่างหาก  แต่เกิดคั่นอยู่ระหว่างกลาปต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันนั่นเอง

รวมอวินิพโภครูป  ๘ +  ลักขณรูป  ๔  +  ปริจเฉทรูป  ๑  เป็น  ๑๓

ไม่ว่ารูปจะเกิดที่ใด  ภพภูมิใดก็ตาม  จะเป็นรูปที่มีใจครอง (อุปาทินนกรูป)  หรือรูปไม่มีใจครอง  (อนุปาทินนกรูป)  ก็ตามจะปราศจากรูป  ๑๓  รูปไม่ได้เลย

ส่วนรูปที่มีใจครอง  ซึ่งเป็นรูปของสัตว์  บุคคลต่าง ๆ  ในภพภูมิที่มีขันธ์ ๕  นั้น  มีปสาทรูปซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน (ปัจจัย)  ดังนี้  คือ

        จักขุปสาทรูป     เป็นรูปที่กระทบกับสิ่งที่ปรากฏทาางตาได้  ๑  รูป
   
        โสตปสาทรูป     เป็นรูปที่กระทบกับเสียงได้  ๑  รูป

        ฆานปสาทรูป     เป็นรูปที่กระทบกับกลิ่นได้  ๑  รูป

        ชิวหาปสาทรูป   เป็นรูปที่กระทบกับรสได้  ๑  รูป

        กายปสาทรูปเป็นรูปที่กระทบกับเย็น  ร้อน (ธาตุไฟ) ๑,  อ่อน   แข็ง (ธาตุดิน) ๑,  ตึง  ไหว (ธาตุลม) ๑

รวมอวินิพโภรูป   ๘  +  ลักขณรูป  ๔  +  ปริจเฉทรูป ๑  +  ปสาทรูป  ๕  เป็น  ๑๘  รูป


...................

หนังสืออ้างอิง
ปรมัตถธรรมสังเขป  จิตตสังเขปและภาคผนวก
โดย  สุจินต์  บริหารวนเขตต์ 
   




















Saturday, August 23, 2014

มหาภูตรูป ๔


มหาภูตรูป  เป็นรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน  มี  ๔ รูป  ได้แก่

               ปฐวี    (ธาตุดิน)  เป็นรูปที่มีลักษณะอ่อนหรือแข็ง  ๑  รูป

               อาโป  (ธาตุน้ำ)   เป็นรูปที่มีลักษณะเอิบอาบหรือเกาะกุม  ๑  รูป

               เตโช  (ธาตุไฟ)   เป็นรูปที่มีลักษณะร้อนหรือเย็น  ๑  รูป

              วาโย  (ธาตุลม)    เป็นรูปที่มีลักษณะไหวหรือตึง  ๑  รูป

มหาภูตรูป ๔  เป็นปัจจัย  โดยเป็นที่อาศัยเกิดของรูปอีก  ๔  รูปในกลาปเดียวกัน  มหาภูตรูป ๔ นี้ไม่แยกกันเลย  ต่างอาศัยกันเกิดพร้อมกันและดับพร้อมกันอย่างรวดเร็ว  กลุ่มรูปที่เกิดร่วมกับมหาภูตรูปในกลาปเดียววกัน  คือ อุปาทายรูป  (รูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด)  ได้แก่

               วัณโณ  (แสงสี)   เป็นรูปที่ปรากฏทางตา  ๑  รูป

                คันโธ  (กลิ่น)     เป็นรูปที่ปรากฏทางจมูก  ๑  รูป

                รโส  (รส)          เป็นรูปที่ปรากฏทางลิ้น  ๑  รูป

                โอชา  (อาหาร)  เป็นรูปที่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป  ๑  รูป

แม้ว่าอุปาทายรูปจะเกิดพร้อมกับมหาภูตรูปในกลาปเดียวกัน  แต่อุปาทายรูปก็ไม่ได้เป็นปัจจัยให้มหาภูตรูปเกิด  ฉะนั้น  มหาภูตรูป ๔  จึงเกิดพร้อมกับอุปาทายรูป  โดยมหาภูตรูปเป็นปัจจัย  คือ  เป็นที่อาศัยของอุปาทายรูป  และอุปาทายรูปเกิดพร้อมกับมหาภูตรูปโดยอาศัยมหาภูตรูป  แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยให้มหาภูตรูปเกิด


..........................


Sunday, August 17, 2014

รูปปรมัตถ์ (๑)


รูป  เป็นปรมัตถธรรมประเภทหนึ่งในจำนวนปรมัตถธรรม ๔  ประเภท  ซึ่งได้แก่  จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน  รูปเป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อารมณ์  ไม่ใช่ธาตุรู้  ไม่ใช่สภาพรู้  เช่่น  สี  เสียง  กลิ่น  รส  เย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง ไหว  ตึง เป็นต้น  รูปเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยปรุงแต่งและดับไปเช่นเดียวกับจิตและเจตสิก
 
รูปปรมัตถ์มีทั้งหมด  ๒๘  รูป หรือ ๒๘ ประเภท  ซึ่งเป็นรูปที่จิตรู้ได้ทางตา  คือ มองเห็นได้ทางตาเพียงรูปเดียว ส่วนอีก ๒๗  รูปนั้น จิตเห็นไม่ได้  แต่สามารถรู้ได้ทางทวารอื่น ๆ ตามประเภทของรูปนั้น ๆ  เช่น  เสียงรู้ได้ทางหู   กลิ่นรู้ได้ทางจมูก   ลิ้มรสได้ทางลิ้น  รู้เย็น  รู้ร้อน  รู้อ่อน รู้แข็ง  รู้ไหว
รู้ตึงได้ทางกาย เป็นต้น

รูปปรมัตถ์เป็นสังขารธรรม  มีปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้น  รูป ๆ หนึ่งอาศัยรูปอื่นเกิดขึ้น  ฉะนั้น  จะมีรูปเกิดขึ้นเพียงรูปเดียวไม่ได้  ต้องมีรูปที่เกิดพร้อมกันและอาศัยกันเกิดขึ้นหลายรูปรวมกันเป็น ๑  กลุ่มเล็ก ๆ  ซึ่งแยกออกจากกันไม่ได้เลย  ภาษาบาลีเรียกว่า ๑ กลาป

รูปเกิดแล้วดับไปอย่างรวดเร็วมาก  เพราะว่ารูปเป็นสภาพธรรมที่ละเอียดมาก  รูปกลาปหนึ่งที่เกิดขึ้น  จะดับไปเมื่อจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ  ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก  เพราะว่าจิตเห็นและจิตที่ได้ยินขณะนี้  ปรากฏเหมือนว่าเกิดพร้อมกันนั้น  ก็เกิดดับห่างไกลกันเกินกว่า ๑๗ ขณะจิต  ฉะนั้น รูปเกิดพร้อมกับจิตที่เห็นก็ดับไปก่อนที่จิตได้ยินจะเกิดขึ้น

รูปที่เกิดดับรวมกันอยู่  เมื่อแตกย่อยอย่างละเอียด  จนไม่สามารถแยกออกได้อีกแล้ว  ในกลุ่มของรูป (กลาปหนึ่ง)  ที่เล็กที่สุดที่แยกอีกไม่ได้อีกเลย  ก็มีรูปรวมกันอย่างน้อยที่สุด ๘ รูป  เรียกว่า  อวินิพโภครูป ๘  คือ  มหาภูตรูป ๔  และอุปาทายรูป ๔


..........................


หนังสืออ้างอิง...ปรมัตถธรรมสังเขป
                      จิตตสังเขป และภาคผนวก
โดย...สุจินต์ บริหารวนเขตต์













Thursday, August 14, 2014

จิตปรมัตถ์ (๓)


จิตเกิดดับที่ไหนเจตสิกก็เกิดดับที่นั่น  ไม่มีการแยกกันเกิดดับ  เพราะจิตและเจตสิกเป็นปรมัตถธรรมเป็นนามธรรมที่เกิดร่วมกันดับพร้อมกันและรู้อารมณ์เดียวกัน

จิตเป็นใหญ่  เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ต่าง ๆ  ที่ปรากฏทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกายและทางใจ

เจตสิกต่าง ๆ  ที่เกิดร่วมกับจิตรู้อารมณ์เดียวกับจิต แต่มีลักษณะและทำหน้าที่รู้อารมณ์ต่างกันไปตามลักษณะและกิจการงานของเจตสิกแต่ละประเภท  เพราะเหตุว่าจิตแต่ละดวงมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากน้อยแตกต่างกันและเป็นเจตสิกต่างประเภทกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้จิตต่างกันเป็น  ๘๙  หรือ  ๑๒๑  ประเภท โดยพิเศษ 

จิตแต่ละประเภทแตกต่างกันโดยรู้อารมณ์ต่างกัน  ทำกิจต่างกัน  โดยเจตสิกเกิดร่วมด้วยต่างกัน  เช่น  จิตบางดวงมีสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอารมณ์  จิตบางดวงมีเสียงเป็นอารมณ์  จิตบางดวงมีกลิ่นเป็นอารมณ์ จิตบางดวงมีรสเป็นอารมณ์  เป็นต้น  จิตบางดวงทำกิจเห็น  จิตบางดวงทำกิจได้ยิน  จิตบางดวงกิจได้กลิ่น  จิตบางดวงทำกิจรู้รส  เป็นต้น  จิตบางดวงมีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วย  จิตบางดวงมีเมตตาเจตสิกเกิดร่วมด้วย  จิตบางดวงมีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย  เป็นต้น 

เมื่อศึกษาและเข้าใจปรมัตถธรรมแล้ว  ก็ควรพิจารณาปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้  เพื่อรู้แจ้งลักษณะความจริงของปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏนั้น  จึงจะละความเห็นผิดและความสงสัยในสภาพลักษณะของปรมัตถธรรมได้อย่างแท้จริง  ต้องพิจารณาถึงเหตุผล  เช่น  จะต้องรู้ว่าสภาพที่เห็นกับสภาพที่ได้ยินนั้นเหมือนกันหรือไม่  ถ้าเหมือนกัน  เหมือนกันอย่างไร  ถ้าไม่เหมือนกัน  ไม่เหมือนกันอย่างไร  สภาพเห็นและสภาพได้ยินเป็นจิตปรมัตถ์  แต่ว่าไม่ใช่จิตเดียวกัน  เพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดต่างกัน  จิตเห็นอาศัยสิ่งที่ปรากฏทางตากระทบกับจักขุปสาทเป็นปัจจัยจึงเกิดได้  จิตได้ยินอาศัยเสียง
กระทบทางโสตปสาทเป็นปัจจัยจึงจะเกิดได้  จิตเห็นและจิตได้ยินมีกิจต่างกันและเกิดจากปัจจัยต่างกัน


..............................


หนังสืออ้าอิง....ปรมัตถธรรมสังเขป จิตตสังเขปและภาคผนวก
โดย....สุจินต์ บริหารวนเขตต์

Tuesday, August 12, 2014

จิตปรมัตถ์ (๒)

จิตเป็นปรมัตถธรรมเป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณที่ปรากฏทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกายและทางใจ  จิตเห็น  จิตได้ยินและจิตอื่น ๆ เกิดขึ้นเมื่อใดต้องมีอารมณ์ให้รู้  จิตเป็นปรมัตถธรรมไม่ใช่เชื้อชาติใด การที่บัญญัติว่าเป็นบุคคลนี้เห็น  หรือสัตว์นี้เห็น  ก็เป็นการบัญญัติโดยอาศัยรูปและสัญญา (จำ)
ถ้าไม่มีรูปและการจำการบัญญัติว่าเป็นบุคคลหรือสัตว์นั้นเห็นหรือได้ยินไม่ได้  ไม่ว่าจะเป็นจิตเห็นหรือจิตได้ยินของบุคคลใด  สัตว์ใด  จิตเห็นที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา  จิตได้ยินที่เกิดขึ้นก็ต้องได้ยินเสียงที่ปรากฏทางหู  จิตเห็นจะรู้เสียงที่ปรากฏทางหูไม่ได้  จิตได้ยินจะรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ไม่ได้  ไม่มีผู้ใดบังคับให้ปรมัตถธรรมเปลี่ยนลักษณะและสภาพของปรมัตถธรรมนั้น ๆ  เป็นอย่างอื่นได้

จิตซึ่งเป็นปรมัตถธรรมนั้นเกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น  เช่น  เมื่อมีเสียงมากระทบหู  จิตได้ยินก็เกิดขึ้น  เมื่อมีสีมากระทบตา  จิตเห็นก็เกิดขึ้นเห็นสิ่งต่าง ๆ  ที่ปรากฏทางตา  เมื่อมีกลิ่นมากระทบจมูก  จิตรู้กลิ่นก็เกิดขึ้น  จิตแต่ละประเภทจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่ามีปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตประเภทนั้น ๆ

ฉะนั้น  จิตจึงเกิดขึ้นต่างกันถึง ๘๙  ประเภท หรือ ๑๒๑  ประเภท  โดยพิเศษ (ซึ่งเรียกว่า ๘๙  ดวง หรือ  ๑๒๑  ดวง)  ปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตแต่ละประเภทนั้น  มิได้มีเพียงปัจจัยเดียว  แต่มีหลายปัจจัย
เช่น

           จิตเห็นเกิดขึ้นเพราะปัจจัย  คือ  ตา  ซึ่งได้แก่  จักขุปสาท  และรูป  คือ  สิ่งที่ปรากฏทางตา  เป็นต้น

จิตเป็นปรมัตถธรรมที่ไม่ใช่รูป  ปรมัตถธรรมใดไม่ใใช่รูป  ปรมัตถธรรมนั้นเป็นนามธรรม  จิต  เจตสิก  นิพพานเป็นนามธรรม  รูปเป็นรูปธรรม

เจตสิกปรมัตถ์ 
เจตสิกเป็นนามธรรม  เป็นนามปรมัตถ์อีกประเภทหนึ่งกิดร่วมกับจิตและรู้อารมณ์เดียวกับจิต  เช่น ความทุกข์  ความสุข  ความรัก  ความโกรธ  ความริษยา  ความเมตตา  ความกรุณา  ความดีใจ  ความยินดี ความง่วง  เป็นต้น

ความสุข  ความทุกข์  ความโกรธ  เหล่านี้เป็นสภาพธรรมที่มีจริง  ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์  ไมใช่บุคคล  แต่เป็นสภาพธรรมประเภทหนึ่งที่ต้องเกิดร่วมกับจิต  เจตสิกจะเกิดโดยไม่มีจิตเกิดร่วมด้วยไม่ได้  และจิตก็จะเกิดโดยปราศจากเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้เช่นกัน  

เจตสิกปรมัตถ์มี  ๕๒  ประเภท  หรือเรียกว่า  ๕๒  ดวง  เช่น  ความโกรธ  (โทสะ) ก็เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง  มีลักษณะหยาบ  กระด้าง  ดุร้าย  ความรักก็เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง  คือ โลภะเจตสิกมีลักษณะยึดติด  ไม่สละและปรารถนาอารมมณ์  จะเห็นได้ว่าเจตสิกแต่ละประเภทเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง มีลักษณะไม่เหมือนกันและเจตสิกแต่ละประเภทก็ทำกิจแตกต่างกัน


...........................  



Sunday, August 10, 2014

จิตปรมัตถ์ (๑)


จิตปรมัตถ์เป็นสภาพธรรมที่มีจริง  จิตเป็นสภาพธรรมที่รู้สี  รู้เสียง  รู้กลิ่น  รู้รส  รู้สัมผัสที่กระทบกาย
ขณะที่เห็นสีต่าง ๆ ปรากฏทางตา  ตาเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้เกิดการเห็นหรืออาการเห็นซึ่งเป็นจิต ไม่ใช่เราเห็น เพราะตาและสีไม่รู้อะไร  สภาพธรรมที่รู้สีได้นั้นก็คือ จิต  ดังนั้น  ปรมัตถธรรม จึงเป็นสภาพธรรมที่มีจริง  ไม่ใช่ตัวตนสัตว์บุคคล  เป็นสภาพธรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น คือเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา  เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง  ถึงแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ประสูติหรือทรงตรัสรู้  สภาพธรรมทั้งหลายก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว  แต่ปัญญาของปุถุชนไม่สามารถรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ นอกจากพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสะสมพระบารมีมา ๔ อสงไขยแสนกัป  พระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงแสดงธรรมทั้งปวงที่ทรงตรัสรู้  พร้อมทั้งเหตุปัจจัยของธรรมทั้งปวงโดยสภาพความเป็นจริงของธรรมนั้น ๆ  พระองค์ทรงเคารพธรรมที่ทรงตรัสรู้  มิได้ทรงแสดงธรรมทั้งปวงตามอำนาจของพระองค์  ทรงเทศนาว่า  แม้พระองค์เองก็ไม่สามารถบันดาลให้ผู้ใดพ้นทุกข์หรือบรรลุมรรค ผล นิพพานได้ แต่การประพฤติปฏิบัติธรรมตามที่พระองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้วนั้น จะเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรค  ผล  นิพพานได้

จิตเป็นปรมัตถธรรมที่เกิดขึ้น  รู้สี  รู้เสียง  รู้กลิน  รู้รส  รู้สัมผัสทางกาย  รู้สิ่งต่าง ๆ  ตามประเภทของจิตนัน ๆ  เช่น จิตเกิดขึ้นเห็นสีทางตาเป็นจิตประเภทหนึ่ง  ได้ยินเสียงทางหูเป็นจิตประเภทหนึ่ง  จิตเกิดขึ้นได้กลิ่นทางจมูกเป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง  จิตเกิดขึ้นรู้รสทางลิ้นเป็นจิตประเภทหนึ่ง  จิตเกิดขึ้นรู้เย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง  ไหว  ตึง ก็เป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง  จิตคิดนึกเกิดขึ้นรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทางใจก็เป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง  ทั้งนี้เพราะจิตแต่ละประเภทเกิดขึ้นตามปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตประเภทนั้น ๆ

ขณะที่จิตกำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาอยู่นั้น  มิได้มีแต่เฉพาะจิตเห็นหรือเฉพาะสิ่งที่ถูกจิตเห็นเท่านั้น
แต่จะต้องมีทั้งจิตและสิ่งที่ถูกจิตเห็นด้วย  เมื่อนึกคิดเรื่องใดก็ตาม  เรื่องราวนั้นก็เป็นคำที่จิตกำลังคิดนึกอยู่ขณะนั้น  เมื่อจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งใด สิ่งที่ถูกจิตรู้นั้น  เรียกว่า อารมณ์  ภาษาบาลีเรียกว่า  อารมฺมณ 

คำว่า  อารมฺมณ  (อารมณ์)  หรือ  อาลมฺพน  ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์  หมายถึง  สิ่งที่ถูกจิตรู้  ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา  สิ่งที่ปรากฏทางตานั้นก็เป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นรู้เสียงทางหู  เสียงนั้นก็เป็นอารมณ์ของจิต  ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นรู้กลิ่นทางจมูก  ขณะนั้นกิ่นเป็นอารมณ์ของจิต  ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นรู้รสทาลิ้น  ขณะนั้นรสก็เป็นอารมณ์ของจิต  ขณะใดท่ี่จิตเกิดขึ้นรู้เย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง  ไหว  ตึง  ขณะนั้นเย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง ไหว ตึง  ก็เป็นอารมณ์ของจิต  ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นคิดนึกเรื่องราวต่าง ๆ  ขณะนั้นเรื่องราวต่าง ๆ ก็เป็นอารมณ์ของจิต จิตเกิดขึ้นเมื่อใดต้องมีอารมณ์ให้จิตรู้ขณะนั้น จิตจะเกิดขึ้นโดยไม่มีอารมณ์ให้รู้ไม่ได้เลย.


.....................


หนังสืออ้างอิง....ปรมัตถธรรมสังเขป จิตปรมัตถ์ และภาคผนวก
โดย....สุจินต์ บริหารวนเขตต์

Thursday, December 26, 2013

ภูมิ หมายถึงอะไร ? (๑)


ภูมิ  หมายถึง  โอกาสโลกซึ่งเป็นสถานที่เกิดของสัตวโลกนั้น  มีทั้งหมด ๓๑  ภูมิ  ตามระดับขั้นของจิต  คือ กามภูมิ ๑๑ ภูมิ  รูปพรหมมี ๑๖ ภูมิ  อรูปพรหมภูมิมี ๔ ภูมิ  รวมโอกาสโลกซึ่งเป็นสถานที่เกิดของสัตว์โลกทั้งหมดมี  ๓๑ ภูมิ  คือ  ๓๑  ระดับขั้น  ซึ่งสถานที่เกิดแต่ละขั้นนั้นมีมากกว่า  คือ  แม้แต่ภูมิของมนุษย์ก็ไม่ได้มีแต่โลกนี้โลกเดียว  ยังมีโลกมนุษย์อื่น ๆ  อีกด้วย

กามภูมิ ๑๑  ภูมินั้น  ได้แก่  อบายภูมิ ๔    มนุษย์ ๑  และสวรรค์ ๖  ซึ่งจะขอกล่าวเพียงย่อ ๆ  คือ

อบายภูมิ ๔  ได้แก่  นรก๑  สัตว์ดิรัจฉาน ๑    ปิตติวิสัย (เปรต)๑    อสุรกาย ๑

นรกไม่ใช่เพียงแต่แห่งเดียวหรือขุมเดียว  นรกขุมใหญ่ ๆ  มีหลายขุม  เช่น  สัญชวนรก  กาฬสุตนรก
สังฆาตนรก  โรรุวนรก  มหาโรรุวนรก  ตาปนนรก  มหาตาปนนรก  และอเวจีนรก  นอกจากนั้นนรกใหญ่ก็ยังมีนรกย่อย ๆ  ซึ่งในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้กล่าวถึงโดยละเอียดมากนัก  เพราะจุดประสงค์ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงภูมิต่าง ๆ  ก็เพื่อทรงแสดงให้เห็นเหตุและผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม  สิ่งใดซึ่งไม่สามารถที่เห็นชัดประจักษ์แจ้งด้วยตา  ก็ย่อมไม่เป็นสิ่งที่ควรแสดงเท่ากับสภาพที่สามารถจะพิสูจน์โดยอบรมเจริญปัญญาให้รู้ได้

การเกิดในอบายภูมิ ๔  นั้น  ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมหนักก็เกิดในนรก  ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมที่หนักมากก็เกิดในมหานรกที่สุดจะทรมาน  คือ  อเวจีนรก  และเมื่อพ้นจากนรกขุมใหญ่ ๆ  แล้วก็เกิดในนรกขุมย่อย ๆ  อีก  เมื่อยังไม่หมดผลของอกุศลกรรม  ขณะที่กระทำอกุศลกรรมนั้นไม่คิดเลยว่า  ภูมินรกรออยู่แล้วข้างหน้า  แต่ว่ายังไปไม่ถึง  เพราะว่ายังอยู่ในโลกนี้  ตราบใดที่ยังไม่พ้นจากสภาพของการเป็นบุคคลในโลกนี้  ก็ยังไม่ไปสู่ภูมิอื่น  แม้ว่าเหตุคืออกุศลกรรมมีแล้ว  เมื่อทำอกุศสลกรรมแล้วย่อมเป็นปัจจัยให้ไปสู่อบายภูมิ  ภูมิใดภูมิหนึ่งเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว

ผลของอกุศลกรรมที่น้อยกว่านั้น  ก็เป็นปัจจัยให้เกิดอบายภูมิอื่น  เช่น  เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน  จะเห็นได้ว่า  สัตว์ดิรัจฉานนั้นมีรูปร่างประหลาด ๆ  ต่าง ๆ  นานา  บางชนิดมีขามาก  บางชนิดมีขาน้อย  บางชนิดไม่มีขาเลย  มีปีกบ้าง  ไม่มีปีกบ้าง  อยู่ในน้ำบ้าง  อยู่บนบกบ้าง  มีรูปร่างลักษณะต่าง ๆ  มากมาย  ตามความวิจิตรของจิต  มนุษย์มีตา  หู  จมูก  ลิ้น  กายคล้ายกัน  แต่ผิวพรรณวัณณะ  ความสูงต่ำก็ยังวิจิตรต่าง ๆ  กัน  ไม่เหมือนกันเลย  ไม่ว่าจำนวนคนในโลกนี้จะมากสักเท่าไรก็ตาม  รวมทั้งในอดีต  ปัจจุบันและอนาคตด้วย  แต่สัตว์ดิรัจฉานก็ยิ่งวิจิตรต่างกันมากกว่ามนุษย์  ทั้งสัตว์น้ำ  สัตว์บก  และสัตว์ที่บินได้ ซึ่งก็ย่อมเป็นไปตามกรรม  อันเป็นเหตุให้มีรูปร่างวิจิตรนั้น ๆ

ผลของอกุศลกรรมที่น้อยกว่านั้นเป็นปัจจัยให้เกิดในภูมิของ เปรต ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า  ปิตติวิสัย เปรตทรมานด้วยความหิวอยู่เสมอ  และภูมิของเปรตก็วิจิตรต่าง ๆ  กันมาก

มนุษย์ทุกคนมีโรคประจำตัวประจำวัน  คือ  โรคหิว  ซึ่งจะว่าไม่มีโรคไม่ได้  เพราะความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง  ลองหิวมากจะรู้สึก  ถ้าหิวนิดหน่อยแล้วรับประทานอาหาร  ซึงถ้าเป็นอาหารอร่อย ๆ  ก็เลยลืมว่า  แท้จริงนั้นความหิวไม่ใช่ความสบายกายเลย  เป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไขบรรเทาให้หมดไป  คนที่หิวมากเมื่อไม่ได้รับประทานอาหารก็จะรู้สึกสภาพที่เป็นความทุกข์ของความหิว  ว่าถ้าหิวมาก ๆ  กว่านั้นจะเป็นอย่างไร


การเกิดเป็นเปรตเป็นผลของอกุศลกรรม  เปรตใดอนุโมทนากุศลที่บุคคลอื่นกระทำแล้วอุทิศไปให้  กุศลจิตที่อนุโมทนานั้น  เป็นปัจจัยให้ได้อาหารที่เหมาะสมแก่ภูมิของตนบริโภค  หรืออาจจะพ้นสภาพของเปรต  โดยจุติแล้วปฏิสนธิในภูมิอื่น  เมื่อหมดผลของกรรมที่ทำให้เป็นเปรตต่อไป

อบายภูมิ  อีกภูมิหนึ่ง  คือ  อสุรกาย  การเกิดเป็นอสุรกายเป็นผลของอกุศลกรรมที่เบากว่าอกุศลกรรมอื่น  เพราะผู้ที่เกิดเป็นอสุรกายนั้น  ไม่มีความรื่นเริงใด ๆ  อย่างในภูมิมนุษย์และสวรรค์  ในภูมิมนุษย์มีหนังสือพิมพ์อ่าน  มีหนังละครดู  มีเพลงฟัง  แต่ในอสุรกายภูมิไม่สามารถที่จะแสวงหาความเพลิดเพลินสนุกสนานได้เหมือนในสุคติภูมิ

เมื่ออกุศลกรรมมีต่างกัน  ภูมิซึ่งเป็นที่เกิดย่อมต่างกันออกไปตามเหตุ  คือ  อกุศลกรรมนั้น ๆ


...............................


จากหนังสือ  ปรมัตถธรรมสังเขป
จิตตสังเขป  และภาคผนวก
โดย...สุจินต์  บริหารวนเขตต์