Thursday, December 12, 2013

การจำแนกจิต (๒)

กามาวจรจิตซึ่งยินดีพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะนั้นเหนียวแน่นมาก  แม้ว่ารูปจะปรากฏเพียงชั่วขณะที่เล็กน้อยเหลือเกิน  คือ  ชั่วขณะที่กระทบจักขุปสาท  คือ  ตา    เสียงก็ปรากฏเพียงชั่วขณะที่เล็กน้อยเหลือเกิน  คือ  ชั่วขณะที่กระทบกับโสตปสาท  กลิ่น  รส  และโผฏฐัพพะ  ก็เช่นเดียวกัน  ล้วนเป็นปริตตธรรม  คือ  เป็นสภาพธรรมที่ปรากฏเพียงเล็กน้อยแล้วก็ดับไป  แต่จิตก็ยินดีพอใจติดข้องในปริตตธรรมนั้นอยู่เสมอ  เพราะการเกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วของปริตตธรรมนั้น ๆ  จึงดูเสมือนไม่ดับไป

ความเพลิดเพลินยินดีพอใจในกามอารมณ์  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะไม่หมดสิ้น  แม้ว่ารูป   เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะนั้น ๆ  จะดับไปแล้ว  แต่รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะอื่น ๆ  ก็เกิดสืบต่อ ทำให้เกิดความหลงติดยินดีพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น  ฯลฯ  สืบต่อกันอยู่เรื่อย ๆ  เมื่อเห็นรูปใดก็ตาม  ซึ่งเป็นที่พอใจแล้ว  ก็อยากจะเห็นอีกบ่อย ๆ   เมื่อได้ยินเสียงที่พอใจแล้ว  ก็อยากได้ยินเสียงนั้นอีก  กลิ่น รส  โผฏฐัพพะก็เช่นเดียวกัน  เมื่อบริโภครสใดที่พอใจแล้ว  ก็อยากบริโภครสนั้นซ้ำ ๆ  อีก  ความยินดีพอใจติดข้องในรูป  เสียง  กลิ้น  รส  โผฏฐัพพะ  เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน  ซ้ำแล้วซ้ำอีกทางตา  หู  จมูก ลิ้น กาย  ใจนั่นเอง

เมื่อชอบสิ่งใดก็อยากจะเห็นสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลาได้ไหม  ไม่ได้  เพราะสังขารธรรมทั้งหลาย  เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา  เมื่อรสอร่อยเกิดขึ้นปรากฏ  ความพอใจก็อาศัยลิ้นเกิดขึ้น  ขณะนั้นความพอใจทางตา  หู  จมูก  กายไม่เกิดขึ้น  เมื่อเกิดความพอใจในกลิ่นที่ปรากฏ  ขณะนั้นความพอใจทางตา  หู  ลิ้น กาย  ก็ไม่เกิด  เพราะจิตเกิดขึ้นทีละขณะเท่านั้น  จะมีจิต ๒ ดวงเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้เลย  ทุกคนพอใจในสิ่งต่าง ๆ  ที่ปรากฏสลับกันทางตาบ้าง  ทางหูบ้าง  ทางจมูกบ้าง  ทางลิ้นบ้าง  ทางกายบ้าง  ทางใจบ้าง  ไม่ใช่พอใจเฉพาะในสีเดียว  เสียงเดียว  กลิ่นเดียว  รสเดียว  และโผฏฐัพพะเดียวเท่านั้น  ทั้งนี้เพราะความพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะสะสมสืบต่ออยู่เรื่อย  ๆ  ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน  และต่อไปในอนาคต

ฉะนั้น  กามาวจรจิต  คือ  จิตขั้นกามที่ท่องเที่ยวไปในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  เป็นจิตที่ยินดีพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  เป็นจิตที่ไม่พ้นจากรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  บางท่านก็บอกว่าทำบุญแล้วอยากจะเกิดในสวรรค์  สวรรค์ก็ไม่พ้นไปจากรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  แต่เป็นกามอารมณ์ที่ประณีตกว่ากามอารมณ์ในโลกมนุษย์

เพราะฉะนั้น  ตั้งแต่เกิดจนตาย  ขณะใดที่จิตสงบไม่ถึงขั้นอัปปนาสมาธิ  คือ  ไม่เป็นฌานจิต  และไม่เป็นโลกุตตรจิต  ขณะนั้นก็เป็นกามาวจรจิต  ขณะหลับและตื่น  เห็น  ได้ยิน  ได้กลิ่น  ลิ้มรส  รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส  คิดนึกต่าง ๆ  นั้น  ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัวตนเลย  แต่เป็นจิตขั้นกาม  คือ  กามาวจรจิตทั้งสิ้น

ผู้ที่ไม่ใช่พระอนาคามีและพระอรหันต์นั้น  ยังมีความพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  แสดงว่าความพอใจในกามอารมณ์ที่ปรากฏทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  นั้นละได้ยากเพียงใด  และถึงแม้ว่าจะอบรมเจริญความสงบถึงขั้นฌานจิต  และเกิดในพรหมโลก  ก็ยังละความยินดี  พอใจ  ในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะไม่ได้เป็นสมุจเฉท  เมื่อยังไม่ใช่พระอนาคามีบุคคล   ก็ยังต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก  คือ  เป็นผู้ยินดีพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  ทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ฉะนั้น  จึงไม่ควรประมาทกิเลส  และจะต้องเข้าใจสภาพธรรมตรงตามความเป็นจริง  ตามเหตุผล  จึงจะสามารถอบรมเจริญปัญญาที่ดับกิเลสได้จริง ๆ  เป็นสมุจเฉท


.......................................



  

Wednesday, December 11, 2013

การจำแนกจิต (๑)


จิต  ๘๙  ดวง  จำแนกดดยประเภทของภูมิ  คือ  ระดับขั้นของจิตเป็น  ๔  ภูมิ  คือ

กามาวจรภูมิ ๑   

รูปาวจรภูมิ ๑   

อรูปาวจรภูมิ ๑   

โลกุตตรภูมิ ๑

จิตที่เป็นกามาวจรภูมิ  ได้แก่  กามาวจรจิต  ๕๔  ดวง  ในอัฏฐสาลินี  จิตตุปปาทกัณฑ์  อธิบายความหมายของกามาวจรจิต  ๔  นัย  มีข้อความว่า

นัยที่ ๑  บทว่า  กามาวจรํ  ได้แก่  จิต  อันนับเนื่องในกามาวจรธรรมทั้งหลาย  คือ  เป็นจิตที่อยู่ในขั้นของกาม  (คำเต็ม คือ  กามาวจร  แต่ตัดบทหลังออกเหลือเพียงกามเท่านั้นได้)  โดยท่องเที่ยวอยู่ในกาม  คือ
รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  จึงเป็นจิตขั้นกาม  เป็นกามาวจรจิต

ทุกขณะในชีวิตประจำวันเป็นกามาวจรจิต  เมื่อไม่ใช่จิตระดับอื่นที่ละเอียดกว่า  ประณีตกว่าขั้นกาม  เมื่อใดที่อบรมเจริญกุศลจิตทีสงบขึ้นโดยมีรูปเป็นอารมณ์  จนจิตสงบมั่นคงขึ้น  ถึงขั้นอัปปนาสมาธิ  เป็นฌานจิตที่มีรูปเป็นอารมณ์  ขณะนั้นก็เป็นูปาวจรภูมิ  หรือรูปาวจรจิต  พ้นจากระดับของกาม  และเมื่อจิตสงบมั่นคงกว่านั้นอีก  โดยเป็นจิตที่สงบแนบแน่นในอารมณ์ที่พ้นจากรูป  ก็เป็นอรูปาวจรจิต  และจิตที่ละเอียดประณีตกว่าอรูปาวจรจิต  คือโลกุตตรจิต  ซึ่งประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพาน  จึงเป็นโลกุตตรภูมิ  ฉะนั้น  จิตจึงต่างกันโดยภูมิ  คือ  จิต  ๘๙  จำแนกเป็น

กามาวจรจิต          ๕๔       ดวง

รูปาวจรจิต             ๑๕       ดวง

อรูปาวจรจิต          ๑๒        ดวง

โลกุตตรจิต             ๘         ดวง

ขณะใดที่ไม่ใช่รูปาวจรจิต  อรูปาวจรจิต  โลกุตตรจิต  ขณะนั้นต้องเป็นกามาวจรจิต

ชื่อว่า  "กาม"  เพราะอรรถว่า  อันสัตว์ใคร่  กามมี  ๒  อย่าง คือ  กิเลสกาม๑   วัตถุกาม๑

กิเลสกาม  ได้แก่  ฉันทราคะ  คือ  โลภเจตสิก  ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ยินดีพอใจติดข้องในอารมณ์

วัตถุกาม  คือ  สภาพธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความยินดี  ความพอใจ  ความปรารถนา  ฉะนั้น วัตถุกาม  ได้แก่  วัฏฏะ  ซึ่งเป็นไปในภูมิทั้ง ๓ คือ  ทั้งกามภูม  รูปภูมิ  และอรูปภูมิ  เพราะไม่พ้นไปจากการเป็นวัตถุที่ยินดีพอใจของกิเลสกาม  ตราบใดที่ยังดับโลภะไม่ได้ก็ยังมีวัตถุกาม  คือ  สภาพธรรมซึ่งเป็นที่ยินดีพอใจของกิเลสกาม


.......................................