Sunday, August 10, 2014

จิตปรมัตถ์ (๑)


จิตปรมัตถ์เป็นสภาพธรรมที่มีจริง  จิตเป็นสภาพธรรมที่รู้สี  รู้เสียง  รู้กลิ่น  รู้รส  รู้สัมผัสที่กระทบกาย
ขณะที่เห็นสีต่าง ๆ ปรากฏทางตา  ตาเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้เกิดการเห็นหรืออาการเห็นซึ่งเป็นจิต ไม่ใช่เราเห็น เพราะตาและสีไม่รู้อะไร  สภาพธรรมที่รู้สีได้นั้นก็คือ จิต  ดังนั้น  ปรมัตถธรรม จึงเป็นสภาพธรรมที่มีจริง  ไม่ใช่ตัวตนสัตว์บุคคล  เป็นสภาพธรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น คือเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา  เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง  ถึงแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ประสูติหรือทรงตรัสรู้  สภาพธรรมทั้งหลายก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว  แต่ปัญญาของปุถุชนไม่สามารถรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ นอกจากพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสะสมพระบารมีมา ๔ อสงไขยแสนกัป  พระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงแสดงธรรมทั้งปวงที่ทรงตรัสรู้  พร้อมทั้งเหตุปัจจัยของธรรมทั้งปวงโดยสภาพความเป็นจริงของธรรมนั้น ๆ  พระองค์ทรงเคารพธรรมที่ทรงตรัสรู้  มิได้ทรงแสดงธรรมทั้งปวงตามอำนาจของพระองค์  ทรงเทศนาว่า  แม้พระองค์เองก็ไม่สามารถบันดาลให้ผู้ใดพ้นทุกข์หรือบรรลุมรรค ผล นิพพานได้ แต่การประพฤติปฏิบัติธรรมตามที่พระองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้วนั้น จะเป็นปัจจัยให้บรรลุมรรค  ผล  นิพพานได้

จิตเป็นปรมัตถธรรมที่เกิดขึ้น  รู้สี  รู้เสียง  รู้กลิน  รู้รส  รู้สัมผัสทางกาย  รู้สิ่งต่าง ๆ  ตามประเภทของจิตนัน ๆ  เช่น จิตเกิดขึ้นเห็นสีทางตาเป็นจิตประเภทหนึ่ง  ได้ยินเสียงทางหูเป็นจิตประเภทหนึ่ง  จิตเกิดขึ้นได้กลิ่นทางจมูกเป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง  จิตเกิดขึ้นรู้รสทางลิ้นเป็นจิตประเภทหนึ่ง  จิตเกิดขึ้นรู้เย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง  ไหว  ตึง ก็เป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง  จิตคิดนึกเกิดขึ้นรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทางใจก็เป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง  ทั้งนี้เพราะจิตแต่ละประเภทเกิดขึ้นตามปัจจัยที่ทำให้เกิดจิตประเภทนั้น ๆ

ขณะที่จิตกำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาอยู่นั้น  มิได้มีแต่เฉพาะจิตเห็นหรือเฉพาะสิ่งที่ถูกจิตเห็นเท่านั้น
แต่จะต้องมีทั้งจิตและสิ่งที่ถูกจิตเห็นด้วย  เมื่อนึกคิดเรื่องใดก็ตาม  เรื่องราวนั้นก็เป็นคำที่จิตกำลังคิดนึกอยู่ขณะนั้น  เมื่อจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งใด สิ่งที่ถูกจิตรู้นั้น  เรียกว่า อารมณ์  ภาษาบาลีเรียกว่า  อารมฺมณ 

คำว่า  อารมฺมณ  (อารมณ์)  หรือ  อาลมฺพน  ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์  หมายถึง  สิ่งที่ถูกจิตรู้  ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา  สิ่งที่ปรากฏทางตานั้นก็เป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้น ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นรู้เสียงทางหู  เสียงนั้นก็เป็นอารมณ์ของจิต  ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นรู้กลิ่นทางจมูก  ขณะนั้นกิ่นเป็นอารมณ์ของจิต  ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นรู้รสทาลิ้น  ขณะนั้นรสก็เป็นอารมณ์ของจิต  ขณะใดท่ี่จิตเกิดขึ้นรู้เย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง  ไหว  ตึง  ขณะนั้นเย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง ไหว ตึง  ก็เป็นอารมณ์ของจิต  ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นคิดนึกเรื่องราวต่าง ๆ  ขณะนั้นเรื่องราวต่าง ๆ ก็เป็นอารมณ์ของจิต จิตเกิดขึ้นเมื่อใดต้องมีอารมณ์ให้จิตรู้ขณะนั้น จิตจะเกิดขึ้นโดยไม่มีอารมณ์ให้รู้ไม่ได้เลย.


.....................


หนังสืออ้างอิง....ปรมัตถธรรมสังเขป จิตปรมัตถ์ และภาคผนวก
โดย....สุจินต์ บริหารวนเขตต์

Thursday, December 26, 2013

ภูมิ หมายถึงอะไร ? (๑)


ภูมิ  หมายถึง  โอกาสโลกซึ่งเป็นสถานที่เกิดของสัตวโลกนั้น  มีทั้งหมด ๓๑  ภูมิ  ตามระดับขั้นของจิต  คือ กามภูมิ ๑๑ ภูมิ  รูปพรหมมี ๑๖ ภูมิ  อรูปพรหมภูมิมี ๔ ภูมิ  รวมโอกาสโลกซึ่งเป็นสถานที่เกิดของสัตว์โลกทั้งหมดมี  ๓๑ ภูมิ  คือ  ๓๑  ระดับขั้น  ซึ่งสถานที่เกิดแต่ละขั้นนั้นมีมากกว่า  คือ  แม้แต่ภูมิของมนุษย์ก็ไม่ได้มีแต่โลกนี้โลกเดียว  ยังมีโลกมนุษย์อื่น ๆ  อีกด้วย

กามภูมิ ๑๑  ภูมินั้น  ได้แก่  อบายภูมิ ๔    มนุษย์ ๑  และสวรรค์ ๖  ซึ่งจะขอกล่าวเพียงย่อ ๆ  คือ

อบายภูมิ ๔  ได้แก่  นรก๑  สัตว์ดิรัจฉาน ๑    ปิตติวิสัย (เปรต)๑    อสุรกาย ๑

นรกไม่ใช่เพียงแต่แห่งเดียวหรือขุมเดียว  นรกขุมใหญ่ ๆ  มีหลายขุม  เช่น  สัญชวนรก  กาฬสุตนรก
สังฆาตนรก  โรรุวนรก  มหาโรรุวนรก  ตาปนนรก  มหาตาปนนรก  และอเวจีนรก  นอกจากนั้นนรกใหญ่ก็ยังมีนรกย่อย ๆ  ซึ่งในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้กล่าวถึงโดยละเอียดมากนัก  เพราะจุดประสงค์ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงภูมิต่าง ๆ  ก็เพื่อทรงแสดงให้เห็นเหตุและผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม  สิ่งใดซึ่งไม่สามารถที่เห็นชัดประจักษ์แจ้งด้วยตา  ก็ย่อมไม่เป็นสิ่งที่ควรแสดงเท่ากับสภาพที่สามารถจะพิสูจน์โดยอบรมเจริญปัญญาให้รู้ได้

การเกิดในอบายภูมิ ๔  นั้น  ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมหนักก็เกิดในนรก  ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมที่หนักมากก็เกิดในมหานรกที่สุดจะทรมาน  คือ  อเวจีนรก  และเมื่อพ้นจากนรกขุมใหญ่ ๆ  แล้วก็เกิดในนรกขุมย่อย ๆ  อีก  เมื่อยังไม่หมดผลของอกุศลกรรม  ขณะที่กระทำอกุศลกรรมนั้นไม่คิดเลยว่า  ภูมินรกรออยู่แล้วข้างหน้า  แต่ว่ายังไปไม่ถึง  เพราะว่ายังอยู่ในโลกนี้  ตราบใดที่ยังไม่พ้นจากสภาพของการเป็นบุคคลในโลกนี้  ก็ยังไม่ไปสู่ภูมิอื่น  แม้ว่าเหตุคืออกุศลกรรมมีแล้ว  เมื่อทำอกุศสลกรรมแล้วย่อมเป็นปัจจัยให้ไปสู่อบายภูมิ  ภูมิใดภูมิหนึ่งเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว

ผลของอกุศลกรรมที่น้อยกว่านั้น  ก็เป็นปัจจัยให้เกิดอบายภูมิอื่น  เช่น  เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน  จะเห็นได้ว่า  สัตว์ดิรัจฉานนั้นมีรูปร่างประหลาด ๆ  ต่าง ๆ  นานา  บางชนิดมีขามาก  บางชนิดมีขาน้อย  บางชนิดไม่มีขาเลย  มีปีกบ้าง  ไม่มีปีกบ้าง  อยู่ในน้ำบ้าง  อยู่บนบกบ้าง  มีรูปร่างลักษณะต่าง ๆ  มากมาย  ตามความวิจิตรของจิต  มนุษย์มีตา  หู  จมูก  ลิ้น  กายคล้ายกัน  แต่ผิวพรรณวัณณะ  ความสูงต่ำก็ยังวิจิตรต่าง ๆ  กัน  ไม่เหมือนกันเลย  ไม่ว่าจำนวนคนในโลกนี้จะมากสักเท่าไรก็ตาม  รวมทั้งในอดีต  ปัจจุบันและอนาคตด้วย  แต่สัตว์ดิรัจฉานก็ยิ่งวิจิตรต่างกันมากกว่ามนุษย์  ทั้งสัตว์น้ำ  สัตว์บก  และสัตว์ที่บินได้ ซึ่งก็ย่อมเป็นไปตามกรรม  อันเป็นเหตุให้มีรูปร่างวิจิตรนั้น ๆ

ผลของอกุศลกรรมที่น้อยกว่านั้นเป็นปัจจัยให้เกิดในภูมิของ เปรต ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า  ปิตติวิสัย เปรตทรมานด้วยความหิวอยู่เสมอ  และภูมิของเปรตก็วิจิตรต่าง ๆ  กันมาก

มนุษย์ทุกคนมีโรคประจำตัวประจำวัน  คือ  โรคหิว  ซึ่งจะว่าไม่มีโรคไม่ได้  เพราะความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง  ลองหิวมากจะรู้สึก  ถ้าหิวนิดหน่อยแล้วรับประทานอาหาร  ซึงถ้าเป็นอาหารอร่อย ๆ  ก็เลยลืมว่า  แท้จริงนั้นความหิวไม่ใช่ความสบายกายเลย  เป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไขบรรเทาให้หมดไป  คนที่หิวมากเมื่อไม่ได้รับประทานอาหารก็จะรู้สึกสภาพที่เป็นความทุกข์ของความหิว  ว่าถ้าหิวมาก ๆ  กว่านั้นจะเป็นอย่างไร


การเกิดเป็นเปรตเป็นผลของอกุศลกรรม  เปรตใดอนุโมทนากุศลที่บุคคลอื่นกระทำแล้วอุทิศไปให้  กุศลจิตที่อนุโมทนานั้น  เป็นปัจจัยให้ได้อาหารที่เหมาะสมแก่ภูมิของตนบริโภค  หรืออาจจะพ้นสภาพของเปรต  โดยจุติแล้วปฏิสนธิในภูมิอื่น  เมื่อหมดผลของกรรมที่ทำให้เป็นเปรตต่อไป

อบายภูมิ  อีกภูมิหนึ่ง  คือ  อสุรกาย  การเกิดเป็นอสุรกายเป็นผลของอกุศลกรรมที่เบากว่าอกุศลกรรมอื่น  เพราะผู้ที่เกิดเป็นอสุรกายนั้น  ไม่มีความรื่นเริงใด ๆ  อย่างในภูมิมนุษย์และสวรรค์  ในภูมิมนุษย์มีหนังสือพิมพ์อ่าน  มีหนังละครดู  มีเพลงฟัง  แต่ในอสุรกายภูมิไม่สามารถที่จะแสวงหาความเพลิดเพลินสนุกสนานได้เหมือนในสุคติภูมิ

เมื่ออกุศลกรรมมีต่างกัน  ภูมิซึ่งเป็นที่เกิดย่อมต่างกันออกไปตามเหตุ  คือ  อกุศลกรรมนั้น ๆ


...............................


จากหนังสือ  ปรมัตถธรรมสังเขป
จิตตสังเขป  และภาคผนวก
โดย...สุจินต์  บริหารวนเขตต์